“ทำไมเราต้องเป็นใคร เพื่อให้ถูกรับฟัง และมีพื้นที่”
“หมอกจาง ๆ และควัน คล้ายกันจนบางทีไม่อาจรู้”
ผมมักจะฮัมเพลงนี้บ่อย ๆ เมื่อต้องออกเดินทางขึ้นเหนือ แล้วเข้าสู่บรรยากาศที่ก้ำกึ่งระหว่างไอน้ำในอากาศที่เย็นตัวลงอย่างรวดเร็วจนกลั่นตัวเป็นละอองน้ำเล็ก ๆ ลอยอยู่เหนือพื้นดิน กับควันไฟที่มนุษย์เป็นคนทำให้เกิด พวกเรามาถึงผาหมีช่วงบ่ายแก่ ๆ ท่ามกลางบรรยากาศหมอกจาง ๆ และควันไฟจากครัวเรือนของพี่น้องอาข่าอย่างที่ฮัมไว้เมื่อตอนต้น
ครั้งนี้ออกเดินทางมาที่ดอยผาหมีเพื่อมาร่วมกิจกรรมของชนเผ่าอาข่าที่เรียกว่า “พิธีโล้ชิงช้า” ซึ่งพิธีกรรมนี้จะจัดขึ้นหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรเสร็จแล้ว ก็จะจัดทำขึ้นเพื่อขอบคุณธรรมชาติและเชิดชูสตรี
จำได้ว่าวันนั้นมีผู้ดำเนินรายการสองท่านคือ คุณแมว-ผกากานต์ รุ่งประชารัตน์ ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มท่องเที่ยวดอยผาหมี และน้องผู้หญิงอีกคนที่ทำหน้าที่บรรยายกิจกรรมต่าง ๆ เป็นภาคภาษาอังกฤษ ทราบชื่อภายหลังว่า เมษา หรือ มาริสา ยาแปงกู่

คุณแมว-ผกากานต์ รุ่งประชารัตน์ เล่าว่าน้องเมษาเป็นเยาวชนเครือข่ายที่มาช่วยงานชุมชนอาข่าและชาติพันธุ์จังหวัดเชียงราย ได้ยินครั้งแรกก็เข้าใจว่าคงเป็นเหมือนเยาวชนทั่ว ๆ ไปที่มาทำกิจกรรมเพื่อสังคม สักพักก็คงเลิกราไปเอง แต่พอได้ติดตามผลงานของน้อง มันกลับไม่ใช่อย่างที่คิด เธอจริงจังกับเรื่องการช่วยเพื่อนมนุษย์และสังคมชาติพันธุ์อย่างจริงจัง


เคยคิดเองเล่น ๆ ว่า คนที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น ช่วยเหลือสังคมคือคนดี และคำว่าคนดีบางทีก็ถูกนำมาเป็นคำประชดประชัน เลยไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วการช่วยคนอื่นนั้นเป็นคนดีจริง ๆ ไหม มันคงเป็นอะไรที่ตัดสินใจยากเหมือนกันในการสัมภาษณ์ใครสักคน จากการติดตามผลงานของเมษาจนผ่านมาร่วมปี รอเวลาให้มันบ่มเพาะทั้งเธอและผมมากกว่านี้สักหน่อย เชื่อว่าคงจะมีเรื่องคุยมากกว่านี้
พอรู้ว่าเธอลงมากรุงเทพฯ ผมก็ไม่รอช้าที่จะนัดหมายและกลายมาเป็นบทสนทนาในบทความนี้ กับการสัมภาษณ์ใครสักคนหนึ่งที่ไม่มีใครรู้จัก มันจะเป็นยังไงเมื่อถ่ายทอดเรื่องราวของเธอออกไป

“เมษา” สะพานชีวิตเชื่อมวิถีอาข่า
“หนูเป็นผู้หญิงอายุ 24 ปี มีฝันบางอย่าง อยากเป็นสะพาน และกำลังเดินทางเพื่อเรียนรู้” นี่คือคำจำกัดความของเธอ เมษา – มาริสา ยาแปงกู่ หญิงสาวผู้มีชื่อภาษาอาข่าว่า “บู๊กุม” ซึ่งแปลว่าคู่ หรือการสมหวัง ตัวแทนเยาวชนอาข่าผู้เติบโตมาในฐานะ “คนดอยชนชั้นกลาง” ที่มองเห็นรอยต่อระหว่างยุคสมัย เธอคือคนรุ่นใหม่ที่ก้าวขึ้นมาขอเป็น “สะพาน” เชื่อมโยงและสื่อสารความเจ็บปวด เรียกร้องสิทธิความเป็นคน และยืนยันว่าวิถีชีวิตชาติพันธุ์สามารถก้าวเดินไปพร้อมกับโลกสมัยใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งจิตวิญญาณ
“เรื่องราวและความเจ็บปวด… ของพี่น้อง ความเป็นอาข่า… ของแม่ ของพ่อ ของบรรพบุรุษ เสียง และการตัดสินใจที่จะบอกเล่า… ของเมษา เมษาแค่อยากจะเป็นสะพานเท่านั้นเอง ไม่คิดว่าตัวเองทำอะไรได้มากไปกว่านี้เลย”

แรงผลักจากความต่าง
แม้จะเกิดและโตในตัวเมืองเชียงราย แต่รากเหง้าของเมย์ผูกพันอยู่กับคุณยายที่หมู่บ้านปางกวาง ชุมชนที่ห่างจากตัวเมืองเพียง 30 นาที ที่ยังคงวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้อย่างเข้มข้น การใช้ชีวิตแบบกึ่งดอยกึ่งเมืองทำให้เธอเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนตั้งแต่วัยเยาว์
“ไปโรงเรียนอนุบาลวันแรก ร้องไห้กลับบ้านเลยค่ะ เพราะเราโตมากับคุณย่าที่พูดแต่ภาษาอาข่า พอไปเจอเพื่อนเจอครู เราคุยกับใครไม่รู้เรื่องเลย”
บาดแผลเล็ก ๆ ในวันนั้นกลายเป็นแรงผลักดันให้เมย์พยายามฝึกฝนภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เธอเติบโตมาในครอบครัวที่พลิกฟื้นเศรษฐกิจจากการทำเสื้อผ้าอาข่าประยุกต์ ซึ่งเปิดโอกาสให้เธอได้เรียนโรงเรียนนานาชาติ ก่อนจะคว้าโควตาทุนการศึกษา 4 ปีเต็ม ในคณะธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประสบการณ์จากการทำค่ายอาสาและคลุกคลีกับปัญหาชุมชน ค่อย ๆ หล่อหลอมให้เธอเริ่มตั้งคำถามถึงโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มชาติพันธุ์
“ช่วงก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ระหว่างเรียนมัธยมเมย์ก็ทำโปรเจกต์ ใช่ คือโรงเรียนที่เมย์เรียนอะ ทุกคนต้องมีซีเนียร์โปรเจกต์ (Senior Project) คือโปรเจกต์ทำเพื่อชุมชน คอมมูนิตี้โปรเจกต์ (Community Project) ส่วนเมย์ไปทำค่ายภาษาอังกฤษให้น้อง ๆ ที่มูลนิธิเด็กกำพร้า เพราะเมย์ก็กำพร้าพ่อตั้งแต่เด็ก ลืมเล่า”

บาดแผลจากอคติ
เมย์ก็เคยโดนเพื่อนชี้หน้า แม้กระทั่งบางครั้งพ่อแม่เพื่อนตั้งคำถามว่า คนแบบพวกเธอทำอะไรแบบนี้ได้ด้วยเหรอ ไม่ว่าจะเป็นเวทีดีเบตภาษาอังกฤษ หรือเวทีเยาวชนต่าง ๆ ที่เมย์ไป คนแบบพวกเธอทำอะไรแบบนี้ได้เหรอ เมย์คิดว่าภาพจำในสังคมก็คือคนชาติพันธุ์ต้องอยู่ในป่าอย่างเดียว คนชาติพันธุ์ต้องทำลายป่า ใช้ทรัพยากรจากป่าอย่างเดียวอะไรแบบนี้ นั่นคือบาดแผลที่ทำให้บางทีก็ตั้งคำถามกับตัวเอง และรู้สึกว่าแล้วยังไง ต้องเป็นใครเพื่อจะอยู่ในสังคมนี้แบบก้าวไปข้างหน้าได้อะไรแบบนี้
ที่ผ่านมาเวลามีปัญหาเรื่องฝุ่นควัน สังคมมักมีภาพจำว่าชาวบ้านคือต้นเหตุ แต่ในความเป็นจริง ชุมชนชาติพันธุ์มีภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) ในการบริหารจัดการแปลงเกษตรและเชื้อเพลิงตามฤดูกาล ซึ่งเราทำเพื่อดูแลไร่และดูแลปากท้อง ไม่อย่างนั้นใครจะมาช่วยเรา ป่าคือแหล่งอาหารและการดำรงอยู่ของเรา
อย่างไรก็ตาม เมย์เข้าใจดีว่าเมื่อบริบทของโลกและสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนไป ภูมิปัญญาดั้งเดิมของเราก็อาจต้องการการปรับตัวให้สอดคล้องกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน สิ่งที่พวกเราพยายามสื่อสารคือ เราไม่ได้ตั้งใจทำลายธรรมชาติ เราเพียงอยากให้สังคมมองเห็นวิถีชีวิตตรงนี้ และเปิดพื้นที่ให้ชุมชนได้ร่วมหาทางออกที่เป็นมิตรต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและการดำรงชีวิต มากกว่าการด่วนตัดสินใจให้ชาวบ้านตกเป็นจำเลยสังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การท่องเที่ยวที่เคารพความเป็นมนุษย์
อีกหนึ่งความท้าทายคือรูปแบบการท่องเที่ยวที่อาจเน้นเพียงภาพจำภายนอก ทำให้บางครั้งจิตวิญญาณและความภาคภูมิใจของชุมชนหล่นหายไประหว่างทาง เมย์เชื่อมั่นในการสร้างการท่องเที่ยวที่ชุมชนมีส่วนร่วมออกแบบ (Co-creation) อย่างแท้จริง ดังเช่นงานตลาด 6 ชนเผ่าที่เธอเคยร่วมจัด ซึ่งทลายเส้นแบ่งชนชั้นและเปิดโอกาสให้ทุกคนเดินในระดับเดียวกัน เพื่อเปลี่ยนจากการเป็นเพียง ‘พื้นที่จัดแสดง’ มาสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีชีวิต
“การไปเยือนชุมชนอย่างยั่งยืน คือการเคารพคนที่อยู่ในนั้น เคารพว่าคนในชุมชนก็ปรับตัวไปตามยุคสมัย บางคนเข้าไปแล้วบ่นว่า ‘อ้าว มีแต่บ้านปูน ไม่เห็นเป็นวิถีดั้งเดิมเลย’ แต่แท้จริงแล้ว วัฒนธรรมไม่ใช่การถูกแช่แข็งไว้ในอดีต ชุมชนเองก็มีชีวิต มีการเติบโต และเราอยากให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสความเป็นมนุษย์ที่กำลังก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อม ๆ กัน”
พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ ที่คืน “ศักดิ์ศรีความเป็นคน”
สำหรับเมย์ การผลักดัน พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ มีความหมายมาก แม้ในทางปฏิบัติอาจจะยังมีความท้าทายในการหาจุดสมดุล ระหว่างกติกาส่วนรวมเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ กับการรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนที่อยู่ร่วมกับป่ามาอย่างยาวนาน ถึงจะยังมีเส้นทางอีกยาวไกลที่ต้องทำความเข้าใจร่วมกัน แต่อย่างน้อยเมย์ก็รู้สึกดีใจที่กฎหมายนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรามีพื้นที่และมีเสียงที่ถูกรับฟังมากขึ้น
“กฎหมายและพื้นที่การสื่อสารนี้ ไม่ได้ทำให้เรามีสิทธิพิเศษเหนือใคร แต่มันคือการทำให้เรา ‘เท่ากับ’ คนอื่น” เมย์ย้ำว่าสิ่งนี้จะช่วยปกป้องชุมชนจากการถูกนำเสนอภาพลักษณ์ที่บิดเบือน ช่วยลบภาพจำหรืออคติเดิม ๆ ที่สังคมเคยมองกลุ่มชาติพันธุ์ และคืนสิทธิในการสื่อสารให้พวกเขาได้เล่าเรื่องราวของตนเองในแบบที่เป็นจริง

“สะพาน” เชื่อมโลกของอาข่าในโลกกว้าง
เมื่อถูกถามถึงอนาคตและการรักษาความเป็นอาข่า เมย์มองโลกตามความเป็นจริงว่า วิถีชีวิตย่อมมีการเปลี่ยนแปลงและอาจกลายเป็นเพียงความรู้ทางประวัติศาสตร์ในอีกไม่กี่เจเนอเรชันข้างหน้า หากไม่มีการบูรณาการเข้ากับโลกยุคใหม่ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการมี “สะพาน” เชื่อมต่อ ถ้าความเป็นอาข่ามันคือเลือดของเรา เราก็รักษาต่อไปได้ แต่ว่าถ้าความเป็นอาข่าคือวิถีชีวิตหรือความรู้ ตอนนี้มันอาจจะยังเป็นวิถี แต่ในอีกสัก 3 รุ่น มันอาจจะเป็นความรู้ประวัติศาสตร์ไปแล้ว เมย์ก็คิดว่าอันนี้เป็นจุดเสี่ยง ถ้าเรายังไม่มีการบูรณาการความรู้ใหม่ มันก็คงค่อย ๆ กลืนไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นถามว่านานแค่ไหน เมย์ก็คงตอบได้ว่า นานเท่าที่จะมีคนเป็นสะพานได้อยู่
ปัจจุบัน เมย์ทำงานร่วมกับมูลนิธิ Bala Foundation เพื่อขับเคลื่อน Women Empowerment Learning Center ศูนย์การเรียนรู้และ Information Center ที่รวบรวมข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวของ 6 ชนเผ่าในเชียงราย ซึ่งขับเคลื่อนโดยพลังของผู้หญิง เพื่อคืนอำนาจและพื้นที่ให้ชาวบ้านได้เป็นเจ้าของวัฒนธรรมตัวเองอีกครั้ง
“เมย์ไม่ได้เก่งด้านสังคมหรือลึกซึ้งเรื่องชนเผ่าที่สุด แต่เมย์มองตัวเองเป็น ‘สะพาน’ ที่ช่วยแปลความเจ็บปวดของพี่น้องไปสู่เวทีโลก (UN) และแปลสิ่งที่โลกกำลังหมุนไปกลับมาบอกพี่น้อง… ภูมิปัญญาที่เมย์อยากโชว์ให้โลกเห็นที่สุด คือการบอกว่า นอกจากการเป็นอาข่าแล้ว เราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังก้าวไปกับยุคสมัย โดยที่ไม่ลืมรากเหง้าของตัวเอง”

โชว์ภูมิ
“นอกเหนือจากการเป็นชาวอาข่า หรือการเป็นคนไทย สิ่งแรกที่เมย์อยากแสดงให้ทุกคนเห็นคือ ‘ความเป็นมนุษย์’ เราเป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกับทุกคน และธรรมชาติของมนุษย์คือการปรับตัวไปตามยุคสมัย
สำหรับเมย์ วัฒนธรรมอาข่าไม่ควรถูก ‘แช่แข็ง’ ไว้ในอดีต แต่เป็นอัตลักษณ์ที่มีชีวิตและต้องก้าวเดินไปพร้อมกับโลกปัจจุบัน ความท้าทายและ ‘ภูมิ’ ที่เมย์พยายามสร้างและสื่อสารออกไป คือการหาคำตอบว่า เราจะปรับตัวอย่างไรให้จิตวิญญาณดั้งเดิมยังคงอยู่
บ่อยครั้งเวลาไปในพื้นที่ต่าง ๆ เมย์มักจะเจอคำถามหรือมุมมองที่ทำให้รู้สึกว่า เรายัง ‘เป็นอาข่าไม่พอ’ หรือ ‘เป็นชนเผ่าไม่พอ’ ในสายตาคนอื่น ดังนั้น ‘ภูมิ’ ในแบบของเมย์จึงเป็นการสร้าง ‘พื้นที่ส่วนกลาง’ ที่แสดงให้เห็นว่า เราคือมนุษย์คนหนึ่งที่มีรากเหง้า มีที่มาที่ไปอย่างน่าภาคภูมิใจ และสามารถก้าวไปข้างหน้ากับโลกยุคใหม่ได้ โดยที่ไม่เคยลืมจิตวิญญาณของตัวเอง”
เราอยากทำเป็นอินฟอร์เมชั่นเซ็นเตอร์แบบของเรา เป็นเซ็นเตอร์ที่รวมที่เที่ยวในเชียงราย เป็นเซ็นเตอร์ที่มีแต่สถานที่เที่ยวของ 6 ชนเผ่า โดยเฉพาะที่ขับเคลื่อนโดยผู้หญิง เป็นจุดกระจายมากกว่าเมย์ไม่เก่งมากพอที่จะทำได้ทุกอย่าง แต่เราอยากทำเป็นจุดรวม แล้วก็พร้อมที่จะกระจายให้คนออกไป เพื่อให้พี่ ๆ แม่ ๆ ของเรา ได้โชว์ ได้แสดงความเป็นเจ้าของของวัฒนธรรมตัวเองด้วยเช่นกัน
บทสนทนากับเมษาหรือมาริสาในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเล่าเรื่องราวของหญิงสาวชาวอาข่าคนหนึ่ง แต่เป็นการสะท้อนภาพใหญ่ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่กำลังยืนหยัดต่อสู้ ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องอภิสิทธิ์ใด ๆ แต่เพียงเพื่อให้สังคมมองเห็น ทำความเข้าใจ และโอบรับพวกเขาในฐานะ “เพื่อนมนุษย์” ที่มีสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง
EXPLORER: เมษา – มาริสา ยาแปงกู่
AUTHOR: ตู่-ไตรรัตน์ ทรงเผ่า
PHOTOGRAPHER: จี๊ด-ฤทธิรงค์ จันทองสุข

