การเดินทางที่จะชวนคุณไปสำรวจ 6 ย่าน ลัดเลาะไปตามตรอก ซอกซอยที่มาเก๊า
คอนเซปต์การเดินทางที่อยากชวนทุกคนเก็บกระเป๋า แล้วออกไปทำความรู้จัก ‘มาเก๊า’ ในหลากมิติ หลายมุมมอง ผ่านสุนทรียภาพทางวัฒนธรรม รสชาติอาหาร วิถีชีวิตผู้คน และสถานที่ที่ซ่อนอยู่ โดยร้อยเรียงประสบการณ์ทั้งหมดผ่าน 4 แกนหลักที่รวมกันเป็นคำว่า
S – N – A – P
- S – Street (เสน่ห์แห่งเส้นทาง) เดินทอดน่องบนท้องถนนหนทางที่ต่างไปจากสิ่งที่คุ้นตา เชื่อมต่อเรื่องราวของแต่ละย่านเข้าด้วยกัน เพื่อค้นพบความตื่นตาตื่นใจจากสองข้างทาง ทั้งจากอาคารและผู้คน
- N – Neighborhood (ย่านแห่งมิตรภาพ) สัมผัสวิถีของชุมชน พื้นที่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายการใช้ชีวิตและปฏิสัมพันธ์สุดน่ารักของผู้คนในละแวกนั้นแบบ Friendly Neighborhood
- A – Area (พื้นที่แห่งความสุข) ดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบตัว เอนจอยไปกับสีสันและความน่าสนใจในแต่ละโซน ที่จะทำให้ผู้มาเยือนตกหลุมรักพื้นที่เหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว
- P – Place (พิกัดลับที่รอการค้นพบ) ปักหมุดสถานที่น่าสนใจ กับจุดเช็กอินใหม่ ๆ หรือมุมลับซ่อนเร้นในมาเก๊า ที่รับรองว่าหลายคนอาจยังไม่เคยรู้จักมาก่อน

ZAPE NAPE
ผังเมืองใหม่และพื้นที่สีเขียวริมน้ำ
ZAPE (Zona de Aterros do Porto Exterior) และ NAPE (Novos Aterros do Porto Exterior) คือ เขตพื้นที่ถมทะเลใหม่ทางใต้ของคาบสมุทรมาเก๊า (Macao Peninsula) ที่ถูกวางผังเมืองมาอย่างเป็นระบบ แตกต่างจากโซนเมืองเก่าอย่างชัดเจน
ถนนหนทางในย่านนี้ถูกสร้างเป็นตารางหมากรุก (Grid Layout) กว้างขวางและเป็นระเบียบ สองข้างทางเต็มไปด้วยตึกระฟ้า สถาปัตยกรรมดีไซน์ล้ำสมัย โรงแรมหรู และอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ทำให้ย่านนี้เข้าใจง่าย มีผังเมืองที่เดินทางได้สะดวก แม้จะมาเป็นครั้งแรกแต่การเดินเล่นถ่ายรูปวนไปเวียนมาในโซนนี้ก็ยากต่อการหลงทาง
ถึงแม้ว่า ZAPE NAPE จะเต็มไปด้วยตึกหรูอาคารสำนักงาน แต่ตามตรอกซอกซอยด้านหลังหรือชั้นล่างของตึกคือร้านลับแหล่งของกินของคนทำงานและคนทั่วไปที่มองหาร้านอาหารราคาประหยัด รสชาติจัดจ้าน เสิร์ฟเร็ว ใช้เวลาไม่มาก แต่ได้สัมผัสรสชาติแบบคนมาเก๊าจริง ๆ มีเมนูอาหารให้ชิมมากมาย (คล้ายร้านข้าวแกงบ้านเรา) แถมรสชาติยังถูกปากนักท่องเที่ยวไทย มีความเผ็ดพอให้หายคิดถึงบ้าน
ด้วยส่วนประกอบอย่าง ‘หม่าล่า’ ความเผ็ดลิ้นชาที่หลายคนหลงใหลก็ถูกนำมาสอดแทรกอยู่ในหลายเมนูของมาเก๊า
ถ้าการเดินทางมามาเก๊าครั้งถัดไปยังไม่ได้กำหนดเป้าหมาย เราอยากแนะนำให้หาที่พักย่าน ZAPE NAPE เมื่อเช็กอินเสร็จสรรพ ลองหาเวลาสำรวจย่านนี้ เพื่อสัมผัสกับบรรยากาศเมืองมาเก๊าในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เงียบแต่ไม่เหงา มีมุมถ่ายรูปที่สวยแปลกตามากมาย เดินถึงทุกจุด หากเริ่มเมื่อยก็สามารถขึ้นรถเมล์กลับที่พักได้ไม่ยาก ขนส่งสาธารณะเชื่อมต่อถึงกันได้หมด
Don’t Miss

1. Macao Grand Prix Museum (พิพิธภัณฑ์มาเก๊ากรังด์ปรีซ์)
- พิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์อันยาวนานของการแข่งขันรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ทางเรียบ Macau Grand Prix ที่ท้าทายที่สุดทัวร์นาเมนต์หนึ่งของโลก
- จัดแสดงรถแข่ง Formula 3 และมอเตอร์ไซค์ระดับตำนาน ที่เคยผ่านการประลองความเร็วบนถนนจริงของมาเก๊า ตั้งแต่การแข่งขันครั้งแรกเมื่อปี 1954 พร้อมกิจกรรม Interactive ที่ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์จำลองสถานการณ์เกี่ยวกับการแข่งรถแบบสมจริง
- เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเร็ว กีฬามอเตอร์สปอร์ต และประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของมาเก๊า

2. Kun Iam Ecumenical Center (ศูนย์ส่งเสริมศาสนาและรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมริมทะเล)
- รูปปั้นสำริดเจ้าแม่กวนอิมสูง 20 เมตร น้ำหนัก 50 ตัน ตั้งโดดเด่นอยู่บนเกาะเทียมที่ยื่นออกไปในทะเล เชื่อมต่อด้วยสะพานยาว 60 เมตรจากถนน NAPE เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 1999
- ออกแบบโดยสถาปนิกชาวโปรตุเกส Cristina Rocha Leiria และใช้พื้นที่ฐานรูปปั้นทรงดอกบัวเป็นศูนย์ส่งเสริมศาสนา (Ecumenical Center) ที่รวบรวมปรัชญาของศาสนาพุทธ ลัทธิเต๋าและขงจื๊อ เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก
- เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกริมน้ำที่สงบเงียบและสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะมาเก๊า มีพื้นที่สีเขียว สวนสาธารณะที่ชาวเมืองนิยมมาพักผ่อน ชมวิว และออกกำลังกาย

THREE LAMPS DISTRICT
วิถีชีวิตวงเวียนห้าแยกที่เป็นศูนย์กลางชุมชน
Three Lamps หรือ Sam Chan Dang ย่านประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญย่านหนึ่งในมาเก๊า ชื่อนี้แปลเป็นไทยว่า ‘ย่านโคมไฟสามดวง’ แต่เมื่อลองไปเห็นด้วยตัวเองจะพบความจริงที่ชวนสงสัยว่า จริง ๆ แล้วมีโคมไฟอยู่ด้วยกันถึงสี่ดวง โดยดวงที่สี่นั้นตั้งตระหง่านอยู่ด้านบนสุด
เพราะในอดีตที่บ้านเมืองยังไม่มีตึกสูงมาบดบังสายตามากนัก มุมมองจากถนนห้าสายที่พุ่งตรงมายังเสาไฟกลางวงเวียน จะทำให้มองเห็นโคมไฟเพียงสามดวงเสมอ ไม่ว่าจะยืนอยู่บนถนนเส้นไหน คือดวงบนสุดกับอีกสองดวงด้านข้าง ส่วนดวงที่สี่จะถูกตัวเสาบังอยู่อย่างแนบเนียน ประกอบกับในวัฒนธรรมกวางตุ้ง คำว่า ‘สาม’ มีความหมายที่ดีซ่อนอยู่ในการออกเสียง ให้ความหมายถึงการเจริญเติบโต และเรียกติดปากได้ง่ายกว่า ชื่อนี้จึงถูกส่งต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
ย่าน Three Lamps ตั้งอยู่บนจัตุรัส Rotunda de Carlos da Maia ออกแบบในสไตล์ยุโรปแบบ ‘Rotunda’ ให้มีถนนห้าสายพุ่งตรงมายังจุดศูนย์กลาง ตามอิทธิพลการวางผังเมืองแบบโปรตุเกสในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เพื่อขยายเมืองจากโซนประวัติศาสตร์ชั้นในออกมาสู่พื้นที่อยู่อาศัยใหม่ และจัตุรัสแห่งนี้ก็ได้กลายมาเป็นแลนด์มาร์กประจำชุมชนและเป็นโซนพักผ่อนหย่อนใจของคนต่างถิ่นที่เข้ามาทำงานในมาเก๊าจนถึงปัจจุบัน


ที่ย่านนี้เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวสาย Foodie เริ่มตั้งแต่ตลาดสดตรงวงเวียน เดินเท้าเข้ามาเรื่อย ๆ จะได้พบกับอาหารจีนกวางตุ้งแบบดั้งเดิม ร้านติ่มซำซาลาเปา ร้านหมูแดง ร้านนกพิราบพะโล้ ไปจนถึงเมนูจากเมียนมา หรือวัตถุดิบจากอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและวัตถุดิบจากหลากหลายวัฒนธรรมที่ติดสอยห้อยตามผู้คนมาจากถิ่นกำเนิดด้วย
Don’t Miss

1.Red Market
- ตลาดแดง คือ ตลาดสดเพียงแห่งเดียวในมาเก๊าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอาคารอนุรักษ์ทางมรดกวัฒนธรรม (Cultural Heritage) ด้านในแบ่งเป็น 3 ชั้น ขายเนื้อสัตว์ อาหารทะเล และผักผลไม้สด ผ่านการบูรณะครั้งใหญ่ตามมาตรฐานสากล แต่ยังเก็บรักษาโครงสร้างประวัติศาสตร์เอาไว้ครบถ้วน
- ตั้งอยู่หัวมุมถนน Avenida Horta e Costa สร้างแล้วเสร็จในปี ค.ศ.1936 ออกแบบโดยสถาปนิก Júlio Alberto Basto โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์อาร์ตเดคโค ด้วยการใช้อิฐสีแดงทั้งอาคาร มีหอนาฬิกาอยู่ตรงกลาง และป้อมสังเกตการณ์ทั้ง 4 มุม

2.Bairro Iao Hon Municipal Market
- ตลาดและแหล่งของกินที่คนท้องถิ่นนิยมมาใช้บริการ ตั้งอยู่ไปทางทิศเหนือของย่าน Three Lamps มีวัตถุดิบอาหารทะเล เนื้อสัตว์ และผักสดใหม่ ไปจนถึงเสื้อผ้าเครื่องใช้ต่าง ๆ ให้เลือกซื้อมากมาย
- ที่ชั้น 2 และ 3 ของอาคาร จะเป็นฟู้ดคอร์ทขายอาหารมาเก๊าเรียงรายหลายสิบร้าน เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับใครก็ตามที่อยากสัมผัสวิถีชีวิตแบบท้องถิ่นมาเก๊าแท้ ๆ เพราะโซนนี้แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเลย

BARRA DISTRICT & PONTE
ร่องรอยประวัติศาสตร์และการขนส่งทางเรือ
เชื่อกันว่าในอดีต เมื่อราวศตวรรษที่ 16 ที่ชาวโปรตุเกสออกสำรวจเส้นทางทางทะเลเข้ามาในเอเชีย เพื่อติดต่อค้าขายกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ที่ย่านบาร์ราแห่งนี้เป็นจุดแรกที่ชาวโปรตุเกสขึ้นฝั่ง และนำไปสู่การเรียกขานคาบสมุทรแห่งนี้ว่า “มาเก๊า”
ชื่อที่มาจากการออกเสียงเพี้ยนในคำว่า อา-หม่า-เกา (A ma Gau) หรืออ่าวของเจ้าแม่อาม่า หลังจากการถามคนท้องถิ่นว่าที่นี่คือที่ไหน ซึ่งนั่นทำให้ชาวโปรตุเกสเรียกชื่อดินแดนนี้ว่า “มาเก๊า” ตลอดระยะเวลาของการใช้เกาะแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการค้าของโปรตุเกสมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง ทำให้ย่าน Barra มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก และการมาเยือนที่นี่ถือเป็นการย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของมาเก๊าอย่างแท้จริง
แลนด์มาร์คสำคัญของย่านบาร์ราคือ Barra Fort ป้อมปราการที่ในอดีต ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าคอยปกป้องร่องน้ำ ก่อนจะเข้าสู่ท่าเรือชั้นใน (Inner Harbour) ซึ่งเป็นหัวใจหลักทางเศรษฐกิจ ตัวป้อมมีความยาวประมาณ 110 เมตร กว้าง 40 เมตร ตั้งอยู่ติดริมน้ำเพื่อประสิทธิภาพในการยิงปืนใหญ่สกัดกั้นเรือข้าศึก ต่อมาในปี 1746 ได้มีการต่อเติมและสร้างโบสถ์เซนต์เจมส์ (Chapel of St. James) ขนาดเล็กขึ้นภายในกำแพงป้อม เพื่อให้นักบุญองค์อุปถัมภ์ของกองทัพโปรตุเกสเป็นศูนย์รวมจิตใจของทหารรักษาการณ์
ปัจจุบันป้อมแห่งนี้ได้รับการดัดแปลงและปรับปรุงให้กลายเป็นบูติกโฮเทลสุดคลาสสิกชื่อ Pousada de São Tiago โดยยังรักษากำแพงหินดั้งเดิม อุโมงค์ทางเดิน ต้นไม้ใหญ่ และโบสถ์เซนต์เจมส์เอาไว้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ผู้มาเยือนเหมือนทะลุมิติมาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายประวัติศาสตร์กว่า 400 ปี ไม่ไกลกันยังมีสถานที่สำคัญที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอย่างวัดอาม่า (A-Ma Temple) ที่ตั้งอยู่บริเวณจัตุรัสบาร์รา (Barra Square) และจากตรงนี้ยังเชื่อมต่อไปถึงย่านขนส่งที่มีชีวิตชีวาอย่างย่าน Ponte ได้อีกด้วย
Don’t Miss

1.วัดอาม่า (A-Ma Temple)
- วัดที่ถูกยกให้เป็นต้นกำเนิดของดินแดนมาเก๊า ว่ากันว่ามีความเก่าแก่และประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ซึ่งมีการสร้างขึ้นก่อนจะมีการสร้างเมืองมาเก๊า
- หากจะจัดทริปสายมู รับรองว่าวัดแห่งนี้จะเป็นหนึ่งในจุดหมาย เพราะนี่คือศูนย์รวมความศรัทธาทั้งจากชาวมาเก๊าและต่างถิ่น เหมาะกับการขอพรเรื่องความสิริมงคลในชีวิตและการเดินทางปลอดภัย
- ไม่ใช่แค่ภายในวัดที่ถ่ายรูปได้สวย เพราะที่จัตุรัสบาร์ราตรงหน้าวัดแห่งนี้ ยังมีมุมถ่ายรูปสวย ๆ อีกมาก

2.พิพิธภัณฑ์การเดินเรือมาเก๊า (Maritime Museum)
- ตั้งอยู่บริเวณใกล้วัดอาม่า เป็นพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวการเดินเรือในอดีตถึงปัจจุบันที่สามารถเข้าไปชมการจัดแสดงและเก็บภาพเป็นที่ระลึกได้
- ตัวอาคารของพิพิธภัณฑ์ออกแบบขึ้นอย่างโดดเด่น ให้เป็นรูปทรงคล้ายเรือใบกำลังจอดทอดสมออยู่กับที่
- เดินทางสะดวก เพราะตั้งอยู่บริเวณจัตุรัสบาร์ราตรงใกล้ ๆ กับวัดอาม่าพอดี ปักหมุดมาได้ง่าย แวะจุดเดียวเที่ยวได้หลายที่

3.Ponte และย่านท่าเรือชั้นใน (Inner Harbour)
- ย่านประวัติศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของมาเก๊า ที่นี่มีความคล้ายกับย่านทรงวาดของไทย ด้วยลักษณะของพื้นที่ที่มีกิจกรรมการขนส่งสินค้าทางเรือ ซึ่งยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน
- สามารถเดินหามุมแปลก ๆ ถ่ายภาพ จากย่านบาร์ราขึ้นมาทางทิศเหนือตามเส้นทางเดินเลียบแม่น้ำ จะได้สัมผัสวิถีชีวิตคนมาเก๊าในอีกรูปแบบหนึ่ง
- ถ้าเดินถ่ายรูปจนหิว ที่บริเวณนี้มีร้านอาหารไทยอยู่ด้วย อย่างน้อยก็ช่วยให้หายคิดถึงอาหารไทยได้พักหนึ่ง

SENADO AND NEIGHBOURHOOD
หัวใจของย่านประวัติศาสตร์และการค้าแห่งมาเก๊า
หมุดหมายสำคัญอย่างจัตุรัสเซนาโด้ (Senado Square) เป็นโซนหลักที่ทุกคนล้วนใส่เอาไว้ในแผนเที่ยวมาเก๊าอย่างแน่นอน ที่นี่ตั้งอยู่บนถนน Avenida de Almeida Ribeiro หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า San Ma Lo (แปลว่าถนนตัดใหม่) ถนนสายสำคัญของคาบสมุทรมาเก๊า ตัดผ่านย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นเชื่อมต่อเศรษฐกิจจากย่านเก่าและย่านใหม่เข้าไว้ด้วยกัน
เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางในเขตอนุรักษ์ของ UNESCO ด้วยสถาปัตยกรรมที่สะท้อนการผสมผสานระหว่างยุโรปและจีน เต็มไปด้วยสถานที่สำคัญมากมายทั้งอาคาร Leal Senado ทั้ง Hotel Central โรงแรมเก่าแก่ที่เคยสูงที่สุดของมาเก๊าในช่วงก่อนปี 1940 รวมถึงอาคารไปรษณีย์กลางที่โดดเด่นด้วยหอนาฬิกาสุดคลาสสิกที่มักปรากฎอยู่ในภาพถ่ายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
แต่รอบ ๆ ย่านนี้ยังมีสิ่งที่น่าค้นหาอีกมากมายซุกซ่อนอยู่ตามตรอกซอยรอบ ๆ เซนาโด้ ที่ห่างจากโซนหลักแบบเดินถึง และเชื่อมต่อมาจากย่านขนส่งสินค้า Ponte ได้เพียงทะลุกันไม่กี่แยกเท่านั้น เช่น Rua de Cinco de Outubro ถนนสายสั้น ๆ ที่ตั้งชื่อเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ปฏิวัติ 5 ตุลาคม 1910 ในโปรตุเกส เป็นแหล่งรวมร้านค้าของกิน ทั้งร้านสมัยใหม่และร้านดั้งเดิมที่หลงเหลือมาจากอดีต ว่ากันว่าถนนสายนี้เคยเป็นย่านที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่ง เป็นแหล่งรวมร้านค้า ร้านน้ำชา และสินค้าพื้นเมือง
Don’t Miss

1.Rua de Felicidade (Happiness Street)
- ถนนสีแดงแห่งความสุขในบรรยากาศยุคเก่า ที่ปัจจุบันดีกรีความสุขก็ไม่น้อยไปกว่าอดีต จากย่านเริงรมย์ที่วันนี้ไม่มีแล้ว กลายเป็นแหล่งของกิน ของฝาก ของที่ระลึก ที่ทุกคนสามารถเดินเล่นถ่ายรูปได้ชิล ๆ
- หากมาที่ซอยนี้ลองแวะไปร้านยาจีนโบราณ ที่ตรวจธาตุของร่างกายโดยการแลบลิ้น เมื่อตรวจร่างกายจากลิ้นแล้ว จะปรุงยาน้ำตามธาตุให้ดื่ม ซึ่งรับประทานไม่ยาก รสชาติคล้ายน้ำจับเลี้ยง

2.Kam Pek Market
- ตลาดดั้งเดิมในพื้นที่ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ใส่ความทันสมัยเข้าไว้ในโครงสร้างอาคารเก่า ให้กลายเป็นศูนย์อาหารที่รวบรวมเมนูอาหารอันหลากหลายของมาเก๊าเอาไว้ในที่เดียว

3.Hotel Central
- โรงแรมเก่าแก่ประจำย่าน ที่ตกแต่งดาดฟ้าตึกเป็นร้านอาหารระดับ Fine Dining ที่นอกจากกินดื่มอย่างเพลิดเพลินได้แล้ว มุมนี้มีวิวหลักล้านที่เห็นย่าน Senado ได้แบบ 360 องศา

TAIPA VILLAGE
ย่านเก่าสุดชิค สีสันของมาเก๊าที่สดใสไม่เคยเปลี่ยน
ไทปา คือย่านที่มีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเวลา ด้วยการรีโนเวทตึกเก่าสไตล์โคโลเนียลให้เป็นคาเฟ่ แกลเลอรี และร้านค้าดีไซน์เก๋ ที่คนหนุ่มสาวนิยมมาก การเดินลัดเลาะในพื้นที่ของหมู่บ้านไทปานั้น หากก้มหน้าลงมองพื้น เราอาจรู้สึกถึงอดีตได้จากพื้นหินสไตล์โปรตุเกส แต่เมื่อเงยขึ้นมองออกไปไกล ๆ เรายังเห็นยอดตึกสูงระฟ้าเป็นฉากหลัง
ละแวกหมู่บ้านไทปาจึงเป็นจุดที่ทำให้นักท่องเที่ยวได้เห็นการพัฒนาเมืองมาเก๊าที่น่าสนใจ จากแนวคิดของการเก็บรักษาและพัฒนาเพิ่มเติมไปตามบริบทของโลกยุคใหม่ได้อย่างกลมกล่อม ในหลาย ๆ มุมทำหน้าที่เหมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต คอยเก็บรวบรวมเรื่องราวประวัติศาสตร์ของย่านเอาไว้
และถนนสายสำคัญประจำย่านอย่าง Rua do Cunha หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ Taipa Food Street ที่มีความคึกคักตลอดวันก็ทำหน้าที่ฉายภาพการบรรจบกันของวัฒนธรรมยุโรปและเอเชีย ด้วยอาคารทรงยุโรปสีพาสเทลสดใจเรียงราย ประดับป้ายไฟนีออนภาษาจีน และกลิ่นหอมอบอวลจากอาหารคาวหวานมากมายที่เดินกินทั้งวันก็คงยังไม่ครบ
ย่านนี้จึงเป็นย่านที่จะทำให้ทุกคนตกหลุมรักได้ไม่ยาก ทำให้ภาพลักษณ์ของมาเก๊าดูเด็กลงและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วย
Don’t Miss

1.Iec Long Firecracker Factory
- โรงงานประทัดที่ดัดแปลงเป็นพื้นที่พักผ่อน และยังคงสภาพอาคารดั้งเดิมเอาไว้ เสริมทางเดินไม้ลัดเลาะไปรอบ ๆ บึงน้ำ ให้ความรู้สึกสบาย ๆ
- ตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวหลักของย่านมาก ๆ รถเมล์เข้าถึง จะให้ดีแวะมาที่นี่ก่อนในช่วงกลางวัน อาจจะเช้าหรือบ่าย พักผ่อนเอาแรงแล้วไปเดินเที่ยวต่อได้เลย

2.Taipa Municipal Market (Mercado da Taipa)
- ชั้น G เป็นตลาดสดและของชำพื้นเมือง ที่คนมาเก๊ามาจับจ่ายกันเป็นประจำทุกวัน
- ส่วนชั้น 1 คือฟู้ดคอร์ทติดแอร์ ราคาท้องถิ่น เพิ่งมีการปรับปรุงเปลี่ยนพื้นที่ว่างให้กลายเป็นร้านจำหน่ายอาหารว่าง ของกินรองท้อง ของที่ระลึก และสินค้าสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม
- ชั้นดาดฟ้า (Rooftop) เป็นโซนร้านกาแฟและที่นั่งพักผ่อนแบบเปิดโล่ง มีลมพัดเย็นสบาย

3.Taipa Houses-Museum
- บ้านสีเขียวมิ้นต์ 5 หลังริมน้ำที่เป็นตัวแทนสถาปัตยกรรมสไตล์โปรตุกีส-มาเก๊า (Macanese) เป็นจุดที่ถ่ายรูปสวยและดูสบายตาที่สุด
- บ้านบางหลังถูกดัดแปลงเป็นร้านขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยวได้ซื้อหาของฝากติดไม้ติดมือ
- ด้านหน้ามีสวนสาธารณะและพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ ที่คนมาเก๊าและนักท่องเที่ยวนิยมแวะมาพักผ่อน

COLOANE
หมู่บ้านชาวประมงที่เงียบสงบเหมือนกาลเวลาหยุดนิ่ง
ในขณะที่มาเก๊าฝั่งอื่นเต็มไปด้วยแสงสีและตึกสูง Coloane คือภาพจำลองของอดีตที่ยังหายใจ สะท้อนจากหมู่บ้านชาวประมงริมน้ำอันเงียบสงบ อาคารไม้และตึกเก่าสีพาสเทลอ่อน ๆ ตัดกับทางเดินหินและต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาตลอดแนวชายฝั่ง
โดยมี โบสถ์เซนต์ฟรานซิสซาเวียร์ (Chapel of St. Francis Xavier) สีเหลือง ตั้งเด่นเป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้าน หากได้นั่งพักผ่อนที่หน้าลานกว้างริมทะเล จะได้บรรยากาศเหมือนหลุดเข้าไปในยุโรปใต้ยุคเก่า มีตรอกซอกซอยให้เดินลัดเลาะไปตามถนน Rua do Caetano หรือ Avenida de Cinco de Outubro ถนนชื่อเดียวกับฝั่งมาเก๊าแต่ต่างบรรยากาศ ชมวิถีชาวบ้านที่ตากปลาและนั่งจิบน้ำชาหน้าบ้าน
หมู่บ้าน Coloane คือพื้นที่สำหรับปล่อยวางความเร่งรีบ เป็นบทสรุปของการเดินทางที่ทำให้รู้สึกว่า สีสันของมาเก๊าไม่ได้ฉาบเคลือบอยู่บนความหวือหวาเสมอไป หากแต่เกาะที่น่ารักแห่งนี้ยังมีความสดใสที่เรียบง่ายรวมกันอยู่อย่างกลมกล่อม ตรงหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ แห่งนี้เอง
Don’t Miss

1. Lai Chi Vun Shipyard
- เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงยุครุ่งเรืองของการต่อเรือไม้ในมาเก๊า เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการประมงในสมัยนั้น
- เป็นอู่ต่อเรือเพียงแห่งเดียวในมาเก๊าที่ยังคงสภาพสมบูรณ์และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมในปี 2018
- ปัจจุบันรัฐบาลมาเก๊าได้ปรับปรุงพื้นที่บางส่วน เป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจและศูนย์การเรียนรู้เรื่องราวความเป็นมาของหมู่บ้าน เทคนิคการต่อเรือ และวิถีชีวิตของคนในชุมชน
- ไม่นานมานี้ ยังมีการเพิ่มพื้นที่เล่นสำหรับเด็ก ลานสำหรับปั่นจักรยาน และจุดนั่งพักผ่อนชมวิวริมน้ำด้วย

2. ห้องสมุดโคโลอาน (Coloane Library)
- สถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปสวยงาม ออกแบบด้วยสีเหลืองอ่อนสไตล์โปรตุเกส ตั้งหันหน้าออกทะเลอยู่ในมุมที่สวยงาม ฉากถ่ายภาพระดับไอคอนนิกประจำมาเก๊า
- อาคารแห่งนี้ เดิมเคยถูกใช้เป็นโรงเรียนเทศบาล มีม้านั่งเตรียมไว้ให้นั่งพักผ่อนที่ด้านหน้า ชมวิถีชีวิตริมทะเล และสามารถมองเห็นเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ทั้งฝั่งตรงข้ามได้เลย

3. Lord Stow’s Bakery
- ร้านสาขาแรกที่เป็นจุดกำเนิดของทาร์ตไข่ในตำนาน เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1989 โดย Andrew Stow ชาวอังกฤษ (ซึ่งชาวมาเก๊าเรียกว่า “Lord Stow”)
- Andrew ต้องการทำขนม Pastéis de Nata หรือทาร์ตไข่โปรตุเกสที่ประทับใจจากการไปเที่ยวโปรตุเกส แต่เขาไม่มีสูตรดั้งเดิม จึงทดลองผสมผสานเทคนิคแบบอังกฤษ จนเกิดเป็นทาร์ตไข่ที่มีหน้าไหม้เกรียม ไส้ครีมคัสตาร์ดเนียนนุ่ม และแป้งพายกรอบเป็นชั้น จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของมาเก๊าในที่สุด
- การได้นั่งกินทาร์ตไข่อุ่น ๆ ริมทะเลในหมู่บ้านที่เงียบสงบ จะเป็นประสบการณ์ที่ดีของทุกคนอย่างแน่นอน
และนี่คือทั้งหมดที่พวกเราเสาะแสวงหามุมลับมาให้คุณๆที่รักของพวกเรา เก็บไว้เป็นข้อมูลก่อนออกเดินทางจริง อย่างน้อยเชื่อว่าน่าจะเป็นไอเดียการท่องเที่ยวของคุณครั้งหน้า แล้วคุณจะไม่พลาดสถานที่ที่ไม่ควรพลาด ขอให้มีความสุขกับการเดินทางครับ
ข้อมูลการเดินทาง Macau International Airport Official Website, Air Macau
AUTHOR: ตู่-ไตรรัตน์ ทรงเผ่า , เอ็กซ์-พงษ์อมร ต้นสายเพ็ชร
EXPLORERS: ตู่ , เอ็กซ์
PHOTOGRAPHER: ต้น-ณัฐวุฒิ เพ็งคำภู
GRAPHIC DESIGNER: ตูน-เรืองเพชร เวชวิทย์
