พื้นสงวนชีวมณฑล (Biosphere Reserves) ชื่อนี้คืออะไร มีหน้าที่อย่างไร และนักเดินทางอย่างเราควรปฏิบัติตัวอย่างไร หากต้องไปเยือนพื้นที่เหล่านี้บ้าง เราชวนผู้เชี่ยวชาญมาให้คำตอบแล้ว
หลังจากที่พวกเรา Explorers Club เพิ่งกลับจากทริปเดินป่าที่ ดอยหลวงเชียงดาว จ.เชียงใหม่ มาไม่นาน ได้เจอธรรมชาติและอากาศหนาวสมใจ ขณะเดียวกันเราได้เห็นกับการจัดการพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างจริงจังของชาวชุมชนที่รักและหวนแหนในธรรมชาติรอบบ้านพวกเขา มากไปกว่านั้น ยังได้ยินคำว่า ‘พื้นที่สงวนชีวมณฑล’ อยู่หลายครั้ง ทำให้เราเริ่มสงสัยถึงความหมาย ประโยชน์ และหน้าที่ของพื้นที่ประเภทนี้ แล้วพวกเราควรปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง ลองมาฟังบุคคลท่านเล่ากัน
เป้าหมายคือการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล
เรามีบทสนทนาสั้น ๆ กับ ดร.กิตติยุทธ ปั้นฉาย ผู้ช่วยภัณฑารักษ์ แห่งสำนักวิจัยและอนุรักษ์ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ หรือ ดร.ก้อง ที่ได้มาคลายข้อสงสัยให้พวกเราว่า “พื้นที่สงวนชีวมณฑล (Biosphere Reserves)” ไม่ได้มีความซับซ้อนจนเข้าใจยากไปกว่าคำอื่น อย่าง อุทยานแห่งชาติ หรือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แต่จะแตกต่างจากพื้นที่อนุรักษ์อื่น คือในประเด็นเรื่องการเติบโตร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ บางส่วนของพื้นที่สงวนชีวมณฑล จะมีชุมชนที่เข้ามามีส่วนร่วม ใช้ประโยชน์ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาธรรมชาติด้วย

“พื้นที่สงวนชีวมณฑลค่อนข้างจะแตกต่างจากพื้นที่สงวนอื่นที่มีกฎหมายรองรับ แต่เป็นแนวคิดที่ริเริ่มโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ภายใต้โครงการมนุษย์และชีวมณฑล (Man and the Biosphere – MAB Programme) ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นป่าเท่านั้น จะเป็นทะเล หรือชายฝั่งได้หมด หลัก ๆ เลยก็เป็นพื้นที่สำหรับการอนุรักษ์นั่นแหละ อย่างดอยหลวงเชียงดาว มีศักยภาพโดดเด่นอย่างมากในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ มีพืชเฉพาะถิ่นมากกว่า 2,000 ชนิด อยู่ร่วมกันในลักษณะของป่าผสมหลายชนิด แตกต่างกันไปตลอดระยะความสูง 2,225 เมตรจากระดับน้ำทะเล”ดร.ก้องเล่า
ไข่ดาวแห่งการอนุรักษ์
พื้นที่สงวนชีวมณฑลทุกแห่งจะประกอบไปด้วย 3 โซนหลัก ที่ ดร.ก้องเปรียบให้เป็น ‘ไข่ดาวในจาน’ ส่วนไข่แดงคือ Core Area ซึ่งพื้นที่นี้มักจะมีการคุ้มครองตามกฎหมายอยู่แล้ว เช่น อุทยานแห่งชาติ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ส่วนไข่ขาวคือ Buffer Zone เป็นพื้นที่กันชนก่อนผ่านเข้าสู่แกนกลาง สามารถมีกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศได้ และส่วนจานคือโซนนอกสุดหรือ Transition Area ซึ่งโดยส่วนมากในโซนนี้จะเป็นพื้นที่ชุมชนโดยรอบ มีการอยู่อาศัย ใช้ชีวิตของมนุษย์

ดร.ก้อง เล่าแบบสรุปว่าหน้าที่ของพื้นที่สงวนชีวมณฑล มีอยู่ 3 เรื่องด้วยกัน คือ 1) งานด้านอนุรักษ์ ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเขตอุทยานต่าง ๆ เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ และภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม 2) งานด้านพัฒนา ทำหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของชุมชนรอบ ๆ พื้นที่ โดยมีกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่รัฐ ในการวางแผนและจัดการพื้นที่ เพื่อให้เกิดการแบ่งปันผลประโยชน์และสร้างความภาคภูมิใจในท้องถิ่น และ 3) งานด้านสนับสนุน คือเป็นห้องปฏิบัติการธรรมชาติ (Living Laboratories) เพื่อทำการวิจัย การติดตาม ตรวจสอบ และการศึกษา เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม

ซึ่งจะเห็นว่า มีความแตกต่างจากอุทยานหรือพื้นที่คุ้มครองอื่น ๆ อย่างชัดเจน ในวัตถุประสงค์ด้านการส่งเสริมความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพกับการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของชุมชนในพื้นที่
พื้นที่สงวนชีวมณฑล ของไทยมีแล้ว 5 แห่ง
การมองหาพื้นที่เป้าหมายนั้น จะเริ่มโฟกัสที่ความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่แล้วให้จุดนั้นเป็น Core Area หรือส่วนไข่แดงตามที่ ดร.ก้องบอก จากนั้นก็สำรวจพื้นที่ชั้นไข่ขาวและจานเป็นรอบนอกซึ่งก็คือเขตชุมชนที่มีความเป็นเมืองและมีการใช้ประโยชน์ในชั้นไข่ขาว เมื่อครบตามเงื่อนไข ก็จะมีหน่วยงานลงพื้นที่สำรวจ ทำรายงาน ส่งไปยังยูเนสโกพิจารณา



ในปัจจุบันนี้ ประเทศไทยมีพื้นที่ชีวมณฑลที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโกแล้ว 5 แห่ง (ข้อมูล ณ ปี 2568) คือ พื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช จ.นครราชสีมา พื้นที่สงวนชีวมณฑลป่าสัก-ห้วยทาก จ.ลำปาง พื้นที่สงวนชีวมณฑลแม่สา-คอกม้า จ.เชียงใหม่ พื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง จ.ระนอง และล่าสุดที่เพิ่งประกาศเมื่อปี พ.ศ.2564 คือ พื้นที่สงวนชีวมณฑลดอยเชียงดาว จ.เชียงใหม่ ที่เป็นฉากหลังของเรื่องเล่าในบทความครั้งนี้

มากไปกว่านั้น พื้นที่ทั้งหมดยังต้องมีการรายงานการทบทวนสถานะ (Periodic Review Report) ทุก 10 ปี เพื่อประเมินว่าพื้นที่ดังกล่าวยังคงเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในโครงการ MAB หากไม่เป็นไปตามเกณฑ์ จะต้องวางแผนปรับปรุง หรืออาจถึงขั้นเพิกถอนได้ด้วย
“มันอาจจะเป็นโมเดลหนึ่ง ที่บอกได้ว่าจริง ๆ เราก็อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้นะ เราใช้ประโยชน์จากเขาได้ แต่ว่าต้องมีวิธีการที่ทําให้มีความถูกต้องและยั่งยืน” ดร.ก้อง แสดงความเห็น

การได้รับสถานะเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลจึงไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ เพื่อเป็นเครื่องมือสากลที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุลและกลมกลืน

เข้าใจ LEAVE NO TRACE ก็เที่ยวได้ทุกที่
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเข้าสู่พื้นที่สงวนชีวมณฑลทุกแห่งนั้นไม่ต้องเกร็ง เพราะหลักการปฏิบัติสากล 7 ข้อสำหรับการเที่ยวธรรมชาติที่มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ‘กฎการไม่ทิ้งร่องรอย หรือ Leave No Trace’ นั้นสามารถใช้ได้ทุกที่ ทุกผืนป่าในโลกใบนี้
- วางแผนล่วงหน้าและเตรียมตัว – ศึกษาเส้นทางและเตรียมอุปกรณ์ให้เหมาะสม
- เดินทางและตั้งแคมป์บนพื้นผิวที่ทนทาน – เดินบนทางที่กำหนดไว้ และตั้งแคมป์ในจุดที่อนุญาต
- กำจัดขยะให้ถูกวิธี – นำขยะทุกชนิดกลับไปทิ้ง อุจจาระต้องขุดและฝังกลบ
- ปล่อยทุกสิ่งที่พบไว้ที่เดิม – ไม่เก็บดอกไม้ พันธุ์พืช หรือเคลื่อนย้ายสิ่งต่างๆ
- ลดผลกระทบจากการก่อกองไฟ – ใช้เตาพกพาแทนการก่อกองไฟ เพื่อป้องกันไฟป่า
- เคารพสัตว์ป่า – ไม่รบกวน ไม่ให้อาหาร ไม่เข้าใกล้สัตว์ป่า
- คำนึงถึงผู้ร่วมทางและผู้มาเยือนคนอื่น – ลดเสียงดังและแบ่งปันเส้นทาง
เพียงเท่านี้ พวกเราเชื่อว่าทุกคนก็สามารถออกเดินทางได้อย่างสนุก ไม่ต้องกังวล และสามารถเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติได้โดยไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตอื่นได้แล้วครับ

Explorer: เอ็กซ์-พงษ์อมร ต้นสายเพ็ชร
Photographer: เฟียต-นวภัทร ดัสดุลย์
ติดตามข้อมูลข่าวสารด้านพฤกษศาสตร์: www.facebook.com/ThaiBGO, www.qsbg.org
