บันทึกการเดินทางตลอด 20 ปี ของ สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ เรื่องราวจากถนนทุกสายที่เขาผ่าน ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่พบ ได้ถูกรวบรวมเอาไว้ในหนังสือเล่มหนาที่มีชื่อตรงไปตรงมาว่า “ MOTORCYCLE STORY ” ทั้งเรื่องบนทาง เรื่องข้างทาง และเรื่องที่ปลายทาง ในฐานะคนหลังแฮนด์มอเตอร์ไซค์ ที่กำลังกลายมาเป็นฐานข้อมูลชั้นดีที่นักเดินทางทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้
ในงานบ้านและสวนแฟร์ Living Festival 2026 ที่ผ่านมา BAANLAESUAN EXPLORERS ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณสุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งค่ายเพลงเบเกอรี่มิวสิก มือกีตาร์ประจำวงพรู และได้ทำความรู้จักกับอีกบทบาทหนึ่งนอกเหนือจากมิติของคนดนตรี แต่คือไบค์เกอร์สายเดินทางท่องเที่ยวที่ไปมาแล้วเกือบทั่วประเทศไทย
ครั้งนี้พี่สุกี้ หยิบหนังสือ MOTORCYCLE STORY ที่กำลังจะออกวางจำหน่าย (24 พ.ย.2569) มาอวดให้พวกเราชม ก่อนจะเล่าถึงที่มาของหนังสือเล่มนี้ ที่ย้อนกลับไปไกลมากกว่า 20 ปี เริ่มตั้งแต่ตัวเขาเพิ่งจะตกหลุมรักมอเตอร์ไซค์ และยานพาหนะสองล้อนี้เองได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขานับแต่นั้น


“ตอนนั้นประมาณปี 2005 ผมออกจากวงการเพลง แล้วเพลงเนี่ยมันเป็นอะไรที่ผมทํามาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เพิ่งอายุ 11 ปี ผมเริ่มเล่นกีตาร์และก็ไม่ได้ทําอย่างอื่นอีกเลยจนถึงอายุ 35 ดนตรีมันอยู่กับผมตลอด พอถึงช่วงที่ออกจากวงการเพลง ตัวผมเหมือนคนที่เดินไม่ถูก เรื่องจริงก็คือผมเกือบจะซึมเศร้าเลย มันไปไหนไม่ถูก มันงง มันไม่มีที่ลง และถ้าเกิดใครพอจําได้สมัยก่อน ร้านบิ๊กไบค์มันอยู่ RCA หมดเลย วันหนึ่งผมเดินผ่านไป แล้วก็คิดว่า สวยดีว่ะ”
พี่สุกี้เล่าว่า มอเตอร์ไซค์กับกีตาร์มันมีเสน่ห์คล้าย ๆ กัน จากแต่ก่อนที่แค่มองผ่าน ๆ ไม่ได้ลงลึก เขาตัดสินใจซื้อมอเตอร์ไซค์มาเป็นของตัวเอง และกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ของชีวิต และจะเป็นวัตถุดิบสำคัญในหนังสือเล่มนี้อีกด้วย

Solo Guitarist สู่ Solo Traveller

“พอซื้อมาเป็นของตัวเองแล้วก็ยิ่งอิน หลงรักเข้าไปเรื่อย ๆ ผมเหมือนได้มอเตอร์ไซค์มาแทนกีตาร์” พี่สุกี้เล่าต่อว่า เขาเลือกเส้นทางที่จะไปจากรูปถ่าย โดยเฉพาะช่วงแรก ๆ ข้อมูลที่มีมาจากหนังสือและดูจากรูปเท่านั้น
“ผมได้แรงบันดาลใจมาจากรูป ผมเห็นสังขละบุรี สะพานมอญ ผมก็อยากไป โอ้โห หน้าฝนนี่หมอกมันขึ้น ผมก็เลยโอเคไป สมัยนั้นผมอ่านเท่าที่จะอ่านได้ มีข้อมูลอะไรมาก็เอา โคตรมีความสุขมาก ช่วงแรก ๆ ผมเดินทางคนเดียว ผมรู้สึกว่ามัน Freedom มันอิสระ ไม่ต้องรอกัน เพราะไปกลุ่มใหญ่ ๆ นี่แวะเติมน้ำมันกันทีครึ่งชั่วโมงนะครับ”
ผ่านมา 20 ปี พี่สุกี้มีเพื่อนที่ขี่รถเที่ยวอยู่ด้วยกันประมาณ 10-15 คนเท่านั้น และเขาเลือกที่จะเดินทางไปกับคนที่สนิทคุ้นเคยกัน เพราะจะได้ไม่ต้องเกรงใจกันมาก “เพื่อนผมหลายคนเป็นนักแข่งมอเตอร์ไซค์ บางทีเขาอยากเร็วก็ปล่อยเขาไปเลย เดี๋ยวเราตามไปเอง คือไม่ต้องมีกฎ เราไปแบบสายชิล ยังไงปลายทางได้เจอกันอยู่แล้ว ไปทริปหนึ่งปกติก็ 5 – 8 วัน ถ้าเกิดไม่มีเวลาก็ศุกร์เสาร์อาทิตย์ บางทีก็คืนเดียว ปีหนึ่งผมจะพยายามออกทริปใหญ่สักครั้ง ยิ่งช่วงหน้าหนาวอากาศมันดี ส่วนเดย์ทริปไปเช้าเย็นกลับผมไม่ค่อยชอบไปเท่าไร แค่คิดถึงการออกเข้ากรุงเทพฯ ก็ไม่อยากไปแล้ว ขาออกนี่ยังโอเคนะ เพราะปกติพวกผมออกกันตี 5 ครึ่งรถยังไม่ติด แต่ขาเข้านี่แบบบัดซบเลย เพราะมอเตอร์ไซค์ใหญ่มันก็ซิกแซกไม่ได้ มันร้อนแล้วมันก็ไม่สนุกเลย ทุกวันนี้ยังออกอยู่แต่ก็น้อยลงครับ เพราะให้เวลากับครอบครัวมากหน่อย ก็เลยเปลี่ยนไปนิดนึง”

เดินทางอยู่กับปัจจุบัน
“สําหรับผมมันเป็นการบําบัด พูดเหมือนกับเป็นคนพุทธเลยนะ คือมนุษย์เราชอบอยู่ในอดีตหรืออยู่กับอนาคต แต่ตอนเราขี่มอเตอร์ไซค์มันบังคับให้เราอยู่กับปัจจุบัน คือผมชอบตรงนั้น มันบังคับให้เราต้องอยู่ตรงนั้น อย่าง 10 ปีหลังมานี่ผมชอบเข้าป่า มันทำให้ผมปล่อยตัวไปกับมัน ผมรักมาก ชอบไปอยู่กับธรรมชาติ แล้วก็ชอบหาหาสถานที่ที่ใช่ ตกเย็นมีเบียร์กับพระอาทิตย์ตก ตอนเช้าก็กาแฟ ผมนั่งอยู่ได้เป็นชั่วโมงถ้าเกิดวิวมันได้ ปกติเวลาไปเที่ยวคนเดียว ผมพักคืนละ 200-300 บาทนะ หรือถ้าวิวสวยมาก ๆ ก็ยอมจ่ายแพงหน่อย”


ในฐานะคนที่ผ่านมาแล้วหลากหลายเส้นทาง เห็นโลกใบนี้มามากแต่การเลือกจุดหมายแต่ละครั้งของพี่สุกี้นั้นมาจากโจทย์ที่แสนจะธรรมดา ในหมวกของไบค์เกอร์อย่างเขา ขอแค่มีถนนดี ๆ ที่ขี่สนุก และมีวิวสวยรออยู่ปลายทาง แค่เท่านั้นที่เขาต้องการ
“ถ้าต้องเลือกหนึ่งเส้นทาง ผมว่าประเทศไทยเยอะนะ ให้ตอบตอนนี้คิดว่า ‘น่าน’ เพราะคนน้อย รถน้อย ถนนนี่แบบเป็นสนามแข่งเลย ดีมาก ยังดูใหม่อยู่เลย ถนนดี โค้งสนุก ไม่มีคน ไม่มีรถ ผมชอบมาก อย่างภาคใต้ที่เพิ่งไปทํารายการกับมาริโอ้ เมาเร่อ แถว ๆ เขาหลัก พังงาก็สวยมาก แต่บอกตรง ๆ ภาคใต้ผมไม่ค่อยลง เพราะจากกรุงเทพไปถึงชุมพร ถนนเป็นเส้นตรงเสียส่วนใหญ่ ขี่มอเตอร์ไซค์ไม่สนุก เราอยากเจอโค้ง องค์ประกอบที่ชอบคือขอมีโค้งหน่อย แล้วก็วิวสวย อีกอย่างคืออยากจะขับทางไกลนิดนึงอันนี้สไตล์ส่วนตัวนะ

“คือเทียบกับตอนเล่นกีต้าร์ เมื่อไรที่คนในวงมันซิงค์กันได้มันไม่ต้องคิดอะไรแล้ว มันคือสวรรค์ นี่คือดนตรีนะครับ ส่วนมอเตอร์ไซค์นี่ เมื่อไรที่เรา รถ กับถนนมันกลายเป็นหนึ่ง มันคือใช่ ดนตรีกับมอเตอร์ไซค์ต่างกันนิดเดียวครับ ตรงที่มอเตอร์ไซค์นี่ถ้าฉิบหายขึ้นมานี่หนัก ผมเข้าห้อง ICU มาสองรอบแล้ว แต่ว่าดนตรีไม่เคยนะ”
เที่ยวเล่น จนเป็นเล่ม

เป็นมาแล้วทั้งผู้บริหาร ทั้งนักดนตรี ทั้งนักเดินทาง พี่สุกี้บอกว่า หมวกใบล่าสุดที่เขาสวมคือหมวกของนักเขียนคนทำหนังสือ ซึ่งเขาต้องการบอกเล่าสิ่งที่ได้พบมาระหว่างการเดินทาง หนังสือ MOTORCYCLE STORY เล่มนี้จึงเป็นเหมือนบันทึกเรื่องราวการเดินทางกว่า 20 ปี ที่จะมีตัวตนของเขาแฝงอยู่ในทุกถ้อยคำ ทุกภาพถ่าย และเขาก็เชื่อว่าจะต้องเป็นประโยชน์ต่อนักเดินทางทุกคนอย่างแน่นอน
“พอดีตอนโควิด-19 ระบาด ช่วงล็อกดาวน์ผมอยู่บ้านไม่มีอะไรทํา แล้ว 20 กว่าปีที่ผ่านมาผมไปเที่ยวถ่ายรูปภาพมาเยอะมาก มันก็เลยตกผลึก คิดว่าน่าจะเอามาทำเป็นหนังสือ แล้วมันก็มีปัจจัยหลายอย่างที่พอดีกันด้วย อย่างแรกเลยคือมีเวลา เพราะอยู่บ้าน ทําอะไรดีวะ ผมก็เลยเขียนหนังสือ อีกปัจจัยนึงคือผมเป็นคนรักหนังสือ มีหนังสือฝรั่งเยอะเลย ที่เขาเรียกกันว่าคอฟฟี่บุ๊ก เล่มหนา ๆ รูปภาพเยอะ ๆ ผมก็เลยอยากมีของตัวเองบ้าง แล้วที่ผ่านมามีคนถามบ่อย ๆ ว่าผมเที่ยวยังไง ใช้รถแบบไหน ใช้อุปกรณ์อะไร ผมก็เลยทําหนังสือที่เป็น Know-how ไปด้วยเลย
“ในเล่มผมก็แบ่งออกเป็นพาร์ต พาร์ตหนึ่งเป็นโนฮาว พาร์ตที่สองคือเส้นทางที่ผมชอบในไทย จริง ๆ มันเป็นทราเวลบุ๊กด้วย พาร์ตที่สามคือประสบการณ์ที่อยากถ่ายทอด เรื่องต่าง ๆ ที่ไปเจอมา คือสามอย่างที่ประกอบรวมกันเป็นหนังสือเล่มนี้”

MOTORCYCLE STORY
พี่สุกี้ได้เผยถึงเนื้อหาในหนังสือของเขาแบบไม่สปอยล์ว่า นอกจากเขาจะแบ่งส่วนต่าง ๆ ของหนังสือเอาไว้อย่างเข้าใจง่ายแล้ว เนื้อหาในแต่ละพาร์ตยังเต็มไปด้วยการแชร์ประสบการณ์กันตั้งแต่การใช้รถแบบไหน คุณสมบัติของรถควรจะมีอะไรบ้าง กี่ซีซี และถ้าอยากจะซ้อนภรรยาไปด้วยต้องเตรียมตัวแบบใด กระเป๋าต้องมีแบบไหน สำหรับใครที่ชอบแคมป์ปิ้ง ไปถึงแคมป์ไซต์แล้วควรทําอะไรก่อน
“ยกตัวอย่างไปแคมป์ปิ้ง ผมจะพยายามไปถึงประมาณ 16.30 น. ก่อนพระอาทิตย์ตกผมไปถึงจะเซ็ตเต็นท์ก่อนเลย เอาทุกอย่างยัดเข้าไป เสร็จก็ไปหาไม้สําหรับทําฟืน เพราะถ้ามืดแล้วมันไม่สะดวก เรื่องของเรื่องเนี่ยผมชอบดื่มเบียร์ดูวิว มันคือเหตุผลที่เราไปตั้งแต่ต้น ไม่งั้นไปทําไมอะจริงมั๊ย โอเคเราชอบขี่ด้วยก็จริง แต่ไปถึงแล้ววิวก็ต้องได้ด้วย ถ้าผิดหวัง บรรยากาศไม่ได้ คนเยอะแล้วรบกวนกันผมย้ายเลยนะ ผมเคยขี่ออกจากป่าตอนกลางคืนด้วย ความรู้สึกมันพังหมดเลย
“แล้วเทคนิคต่าง ๆ เช่น ถ้าจะขี่วิบากอาจต้องถึงขั้นเปลี่ยนรถ แค่พื้นทรายนี่ต้องลดลมยางเลยนะ พวกนี้ผมจะมีทริคเล็กน้อย เจอน้ําข้ามน้ํายังไง ขี่ยังไง วางแผนทริปยังไง บนถนนเป็นยังไง แพ็คกระเป๋ายังไงบ้าง ผมก็ทําตัวอย่างแบบ ถ้าเกิดคุณจะไปเชียงใหม่ต้องเติมน้ํามันกี่รอบ ลงรายละเอียดแบบใช้ได้จริงเลยนะ ส่วนเครื่องดื่มคุณไม่จําเป็นหิ้วตั้งแต่กรุงเทพไปนะฮะ (หัวเราะ) เพราะประเทศไทยนี่เจ๋งที่สุดในโลกแล้ว มีร้านค้าทุกที่ มีตลาดทุกที่ มอเตอร์ไซค์พังมีอู่ซ่อม มีสแปร์พาร์ต ประเทศไทยมันง่าย มันเหมาะการเดินทางแบบนี้มาก ผมไปเที่ยวนี่ค่าใช้จ่ายแพงสุดคือค่าน้ํามัน ค่าที่พักถ้าไปคนเดียวก็คืนละสามสี่ร้อย มันถูกมากเลย

“อีกบทนึงที่ผมเขียนก็คือเรื่องซ้อนภรรยา บทนี้ก็สําคัญ ผมเขียนไปหัวเราะไป เพราะว่าผมเหมือนพาเมียไปทรมาน เราไปคนเดียว เราช่างแม่งไง ไม่ต้องวางแผน แต่ไปกับภรรยาไม่เหมือนกัน เราต้องดูแลเขา ช่วงที่ผมกับภรรยาจีบกันใหม่ ๆ ทริปแรกไปเชียงใหม่ ผมให้เขานั่งเครื่องบินมา ส่วนผมขี่ไปรับที่สนามบิน คืนแรกผมไปพักเกสต์เฮาส์ ผมว่ามันก็น่ารักดีนะ แต่ภรรยาบอกว่าทำไมห้องน้ำเป็นแบบนี้ คืนที่สองไปถึงแม่กลางหลวง กระต๊อบน่ารัก ๆ เยอะมากแต่ผมดันไม่ได้จองล่วงหน้า ก็เหลือแต่ห้องที่ไม่ค่อยดี และก็หนาวมาก ๆ ด้วย เขาก็แบบหนาวจนนอนไม่ได้ แล้วคืนที่สามผมกะจะไปแคมป์ปิ้งที่ปาย ผมคิดว่าฉิบหายแล้วทีนี้ ก็เลยโทรไปหาเพื่อนที่ไปด้วยบอกมันว่า มึงช่วยไปขอห้องเขาให้หน่อย ก็เลยรอดมาได้ แล้วพอกลับมากรุงเทพ ผมเล่าให้พี่สาวฟัง เขาด่าผมใหญ่เลย You’re stupid รึเปล่า พาผู้หญิงไปแบบนั้นได้ไง มันคนละแบบกันเลย ผมจึงคิดว่าเนื้อหาบทนี้สําคัญมาก ควรจะไฮไลต์เอาไว้เลยถ้าคุณจะไปกับครอบครัว ไม่งั้นแตกแยกแน่”

เนื้อหาอีกส่วนของหนังสือเล่มนี้ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะพี่สุกี้ได้ใส่เรื่องราวของ 10 เส้นทางที่เขาไปมาทั่วประเทศไทยแล้วชอบที่สุด และยังเผยอีกว่าเป็นส่วนที่เขาตั้งใจทํามาก ๆ โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับแผนที่ ซึ่งนับเป็นส่วนที่ยากที่สุดของหนังสือเล่มนี้เลย
“อย่างเส้นทางไปอำเภอปาย ตามแผนที่ออกจากเชียงใหม่ไปถึงแม่แตงเลี้ยวขวาก็จะเป็นเส้น 1095 ก็เป็นทางดํา (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1095 สายหนองโค้ง–แม่ฮ่องสอน พื้นถนนลาดยางมะตอย) แต่ถ้าเกิดไปเข้าจากทางแม่ตะมาน มันยังมีเส้นทางลูกรังสำหรับมอเตอร์ไซค์ไปได้ด้วยนะ ไปโผล่ที่ห้วยน้ำดัง ผมรู้มาจากชาวเขา เพราะจริง ๆ ในป่าผมหลงทางบ่อยนะ แล้วผมก็จะถามคนเอา มีคนหนึ่งเขาเคยบอกผมว่า ให้หาเสาไฟฟ้า ก็จะเจอความเจริญเอง
“หรือเส้นจากกรุงเทพไปหัวหินไปชุมพร ที่ผมบอกว่าตรงยาวแล้วมันน่าเบื่อ เราก็ไปทางราชบุรีได้นะวิ่งอีกเส้นที่ผ่านแก่งกระจานไปโผล่ที่ป่าละอู บ้านเราเส้นทางมันมีเยอะ แล้วมันง่ายด้วย ปั๊มน้ํามันก็มีตลอดทาง เซอร์วิสมี ของกินมี ในป่าก็มีปั๊มหลอด คนมีน้ำใจช่วยเหลือตลอด ผมเคยเจอดินถล่มทางเหนือแบบไปไม่ได้เลย ผมก็แบบตายห่าแล้วกู ยังไงดีวะ แล้วตรงนั้นมันติดชายแดน ผมเจอคน ก็เลยแบบยิ้มไว้ก่อน แล้วเขาก็ช่วยผม ผมก็เอาเครื่องดื่มให้เขาไปเป็นน้ำใจ ก็รอดมาได้ ผมไม่เคยไม่มีคนช่วย มันเอาตัวรอดได้ มันมีวิธีของมัน บ้านเราค่อนข้าง Friendly ครับสบายใจได้ สมัยยี่สิบปีที่แล้วผมยังเคยขับผ่านจุดที่มีคนถือปืนอาก้า อยู่บ้าง เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว พวกเส้นทางค้ายาเสพติดผมไม่ค่อยเจอแล้ว
“ซึ่งแผนที่ในหนังสือเล่มนี้ ผมก็จะเขียนบอกเอาไว้ เส้นทางดําหรือเส้นทางวิบาก ระยะกี่กิโลเมตร แล้วถ้าเกิดคุณไปเส้นนี้จะมีจุดพักตรงไหนบ้าง สถานที่เที่ยวมีอะไรบ้าง เพราะผมอยากให้คนเอาไปใช้ได้จริง ผมเลยต้องเอาทีมมาช่วยทํา เขียนไปทําไป คือผมวางแผนเอาไว้แล้วว่าอยากให้คนเอาหนังสือไปใช้ได้จริง ผมอยากใช้กระดาษดี ๆ ด้วย และมีหน้านึงผมภูมิใจมากเลยคืออุปกรณ์ทั้งหมดเลย วางบนพื้นผมก็ถ่ายเอง อันนี้ผมถ่ายเองนะใช้ไอโฟน จากช่วงแรกผมใช้กล้องใหญ่ช่วง 10 ปีแรก แล้วผมขี้เกียจแบกไปเยอะแล้วมันยุ่งยาก ต้องเอาเครื่องชาร์จไปอีก ผมก็เลยคิดว่าไอโฟนนี่แหละ แล้วคุณภาพมันได้ด้วยนะ
“ข้อดีของมอเตอร์ไซค์คือตอนไปมันได้เห็นหมดอะ จะมุดไปนู่น มุดไปนี่ แล้วประเทศไทยมีดีเยอะเลยนะ ปกติเราจะคิดแต่เมืองใหญ่ ๆ ใช่ไหม ภูเก็ต เชียงใหม่ แต่จริง ๆ ยังมีอีกเยอะ คุณแค่ต้องออกไปชิมรสของมันนะ”
ทำอย่างที่ชอบ
หนังสือ MOTORCYCLE STORY จะตีพิมพ์ออกมาจำนวน 1,000 เล่ม โดย 200 เล่มแรกจากการสั่งจองล่วงหน้า (Pre-order) จะมีลายเซ็นจากพี่สุกี้เป็นที่ระลึก ซึ่งตอนนี้ได้มีการเปิดพรีออเดอร์แล้วที่ https://shorturl.asia/dplmhq หรือที่ https://www.facebook.com/sukie.clapp/ ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะมีเริ่มวางจำหน่ายพร้อมงานเปิดตัวในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2569 ที่ร้าน TSUTAYA BOOKSTORE สาขาแรกในไทยที่ ชั้น G โซน The Storeys

“ผมเป็นคนที่ไม่ได้ใช้ธุรกิจนำ แต่นำด้วย Passion ครับ แล้วเดี๋ยวเรื่องธุรกิจมันตามมาเอง ตั้งแต่สมัยที่ทําเพลงหรือทำค่ายเบเกอรี่แล้ว ผมเชื่อมาตลอดเลยว่าทําให้มันดี เราทำแบบที่ชอบ พอเราเชื่อว่ามันดีแล้ว ตั้งใจทําให้มันดีที่สุด อย่าไปคิดว่าเดี๋ยวขายไม่ได้ เดี๋ยวแพงเกินไป ผมไม่ชอบเอาการตลาดมาเกี่ยว มันเป็นนิสัยผม ผมไม่ได้บอกว่าผมถูกนะ แต่ผมชอบแบบนี้ อย่างหนังสือเล่มนี้มีคนมาบอกว่าผมขายไม่ได้หรอก เจ๊งแน่นอน ผมก็แบบไม่เจ๊งเว้ย เดี๋ยวไปหาสปอนเซอร์ คือผมใช้วิธีขายตรง ผมไปคุยกับพวกค่ายรถ ถ้าเกิดคุณสปอนเซอร์ ผมให้สี่สิบเล่มคุณได้หมด เป็นวิธีที่ผมเอามาคุมต้นทุน
“ผมเชื่อว่าประเทศไทยมี 70 ล้านคน ขอสักพันคนที่ซื้อเล่มนี้ก็น่าจะมีบ้างล่ะมั้ง ถ้าใครสนใจคือต้องไปจองไว้ก่อนได้นะครับ เพราะว่าพรีออเดอร์ 200 เล่มแรกนี่ผมจะมีลายเซ็นให้ด้วยนะ หนังสือจะพิมแค่ 1,000 เล่มเท่านั้นนะครับ”
EXPLORER: สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์
INTERVIEWERS: บาส-บดินทร์ บำบัดนรภัย, ตู่-ไตรรัตน์ ทรงเผ่า
AUTHOR: เอ็กซ์-พงษ์อมร ต้นสายเพ็ชร
PHOTOGRAPHER: ต้น-ศุภกร ศรีสกุล
GRAPHIC DESIGNER: เฟียต-นวภัทร ดัสดุลย์
