Type and press Enter.

สงขลา

ชวนเที่ยวเมืองเก่า ในมุมใหม่ที่ต่างไปจากเดิม

ผมไม่รู้ว่า…ถ้าชวนคนมาเที่ยว จังหวัดสงขลา จะมีใครมาไหม ในอดีตผมรู้จักหาดใหญ่ก่อนสงขลา หาดใหญ่ตอนนั้นคึกคักมาก มากเสียจนหลายคนคิดว่าหาดใหญ่คือเมืองหลวงของจังหวัด จนอำเภอเมืองสงขลาดูเหงาไปทันที เมื่อมีโอกาสเดินทางลงไปและได้เดินชมเมืองเก่าอย่างสงขลา กับพบว่ามีอีกหลายสิ่งนักที่เรานั้นยังไม่เคยได้พบเห็น 

สงขลา

แปลกดี สงขลาเป็นเมืองที่…ถ้าไม่เคยมาก็อาจไม่เคยคิดถึง แต่ถ้าได้มาแล้ว มักอยากกลับมาอีกครั้งเสมอ

เพราะเมืองนี้ไม่ได้มีแค่ทะเล

แต่ยังมีทะเลสาบ มีภูเขา มีเมืองเก่า มีท่าเรือ มีอาหาร และมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติศาสนาที่อยู่ร่วมกันมาหลายชั่วอายุคน

ถ้าอยากเข้าใจสงขลาให้มากกว่าการมาเที่ยวทะเล เราอยากชวนลองเปลี่ยนวิธีเที่ยวเสียใหม่

ไม่ต้องรีบ

ลองเดินแล้วปล่อยให้ถนนพาเราไปทำความรู้จักเมืองทีละเรื่อง

เมืองที่เกิดขึ้นระหว่าง “ทะเล” สองแบบ 

ก่อนเข้าเมืองลองมองสงขลาจากแผนที่เราจะเห็นทะเลสาบทางด้านซ้ายมือและเห็นทะเลอ่าวไทยด้านขวามือของแผนที่ ระหว่างนั้นจะเป็นสันดอนทรายที่ทับถมมาอย่างยาวนาน มีทางเข้าออกของน้ำทะเลจากอ่าวไทย จนเกิดเป็นระบบนิเวศที่มีทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็มกระจายอยู่ในระบบทะเลสาบ โดยระดับความเค็มจะแตกต่างกันไปตามพื้นที่และฤดูกาล 

นี่คือภูมิประเทศที่สำคัญต่อการทำความเข้าใจเมือง และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนเดินทางเข้ามา ตั้งบ้านเรือน ทำประมง และค้าขาย 

ความพิเศษของลักษณะภูมิประเทศแบบนี้คือ น้ำในลากูนจะนิ่งและสงบกว่าทะเลภายนอกอย่างมาก ในอดีต เรือสำเภาและเรือสินค้าจากทั่วโลกจึงใช้ลากูนเป็น “ท่าจอดเรือธรรมชาติ” ที่ปลอดภัยจากพายุ ผู้คนจึงเริ่มสร้างเมือง ศูนย์กลางการค้า และสถาปัตยกรรมพหุวัฒนธรรมขึ้นรอบลากูน ก่อให้เกิดเป็นเมืองที่มีผู้คนหลายเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมเข้ามาพบกัน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ในหนังสือประวัติศาสตร์ หากแต่มันยังอยู่บนถนนที่เรากำลังจะเดินไปเห็นด้วยตัวเอง

สงขลา

วิถีริมทางเดิน

ถนนนครนอก ถนนนครใน และถนนนางงาม คือสามเส้นทางสำคัญของย่านเมืองเก่าสงขลา ที่ที่คุณจะได้พบกับสถาปัตยกรรมสไตล์ชิโน-ยูโรเปียน (Sino-European) ตลอดจนตึกแถวโบราณที่แทรกตัวอยู่ตามตรอกซอกซอย ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ระหว่าง “อดีตและปัจจุบัน” ยืนยันว่าเมืองเก่าแห่งนี้คือพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต 

สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า

“ตึกนี้สร้างเมื่อไหร่”

แต่คือ

“แล้ววันนี้ใครกำลังใช้ชีวิตอยู่ในตึกนี้”

สงขลา

การได้เดินเที่ยวชมอาคารบ้านเรือน มองจั่ว มองหน้าต่าง ไปจนถึงภาพสตรีทอาร์ตที่ผนังตึกเก่า ที่กระจายอยู่เกือบทุกมุมในเมือง รายละเอียดเล็กๆเหล่านี้ ทำให้เราเห็นว่าเมืองเก่าไม่ใช่ฉากสำหรับถ่ายรูป แต่เป็นบ้านของผู้คนจริง ๆ

บางหลังยังเป็นบ้าน

บางหลังเป็นร้านค้า

บางหลังกลายเป็นคาเฟ่หรือพื้นที่สร้างสรรค์

และบางหลังอาจไม่ได้สมบูรณ์แบบเหมือนอาคารที่ถูกบูรณะเพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์

แต่กลับมีเสน่ห์ เพราะมันยังมีชีวิต

นี่คือสิ่งที่ทำให้การเดินเมืองเก่าสงขลาต่างจากการเดินดูเมืองโบราณ

สงขลาอาจเรียกได้ว่าเป็นเมืองเก่า แต่เมืองเก่าอย่างสงขลายังคงเป็นเมืองที่ผู้คนยังใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน

สงขลา
วัดศิริวรรณาวาส

เมืองเก่าใต้ร่มเงาสุลต่าน

หากมีเวลาลองนั่งเรือหรือขับรถข้ามฟากไปยังฝั่งหัวเขาแดง ในอำเภอสิงหนคร เพราะถ้าเมืองเก่าฝั่งบ่อยางคือภาพที่เราเห็นในวันนี้ หัวเขาแดงก็คือหนึ่งในบทสำคัญของ “เมืองสงขลาในอดีต”

บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของเมืองสงขลายุคเริ่มต้น และมีความรุ่งเรืองในฐานะเมืองท่าการค้าทางทะเลในสมัยอยุธยา โดยเฉพาะในยุคของสุลต่านสุไลมาน ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับพ่อค้าต่างชาติจากยุโรป

ชื่อที่เราพบในเอกสารประวัติศาสตร์ก็มีหลายแบบ

ทั้ง “โมกุล”

“ดะโต๊ะ โมกอลล์”

และ “สุลต่านสุไลมาน”

ป้อม หมายเลข 9

ความหลากหลายของชื่อเหล่านี้เองก็น่าสนใจ เพราะมันสะท้อนว่าประวัติศาสตร์เมืองท่าแห่งนี้เคยถูกปกครองโดยสุลต่าน

วันนี้ยังมีร่องรอยของเมืองเก่าให้เห็น ทั้งป้อมปราการอย่างป้อม 9 (ที่สมบูรณ์แบบที่สุด) กำแพงเมือง และสุสานของสุลต่านสุไลมาน

ผมมักชอบจินตนาการ เวลาไปสถานที่ต่างๆแล้วมีเรื่องราวในอดีตที่น่าสนใจ ลองยืนอยู่ตรงนั้นแล้วมองกลับไปยังเมืองสงขลาอีกฝั่งของทะเลสาบ

ระยะทางอาจดูไม่ไกล

แต่เรื่องราวที่อยู่ระหว่างสองฝั่งน้ำกินเวลาหลายร้อยปี

สงขลา
บริเวณบ่อเก๋ง ยังมีซากกำแพงและทางเข้าออกให้แวะถ่ายภาพ ตัวบ่อเก๋งจะอยู่ด้านขวามือของภาพ

อีกจุดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ บ่อเก๋ง

ชื่อฟังดูเหมือนบ่อน้ำธรรมดา แต่จริง ๆ แล้วเป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถานเมืองสงขลาฝั่งแหลมสน ประกอบด้วยเชิงเทิน ใบเสมา ซองปืนใหญ่ อาคารพักผู้รักษาป้อม บ่อน้ำ และซุ้มประตูท่าน้ำที่มีหลังคาแบบเก๋งจีน ปัจจุบันเหลือให้เห็นเพียงบ่อน้ำและกำแพงประตู ในอดีตถ้าจากสิ่งที่เห็นของจริงผมจินตนาการว่าเมื่อก่อนเบื้องหน้าในทะเลอ่าวไทยนั้นคงจะมีเรือสำเภาจอดเรียงราย หนาตาพอควร ที่นี่เปรียบเหมือนจุดจอดเติมน้ำจืด หลบลมหลบฝนแล้วไปต่อ

ลองมองรายละเอียดเหล่านี้แล้วจะเห็นภาพเมืองในอดีตชัดขึ้น 

เมืองท่าไม่ได้มีเพียงเรือสินค้า แต่เราเห็นผู้คนที่อาศัยอยู่ร่วมกันจนเป็นระบบชีวิตที่ค่อยๆประกอบกันขึ้นมา

สงขลา
ขนมค้างคาว

เจริญอาหาร

ข้อดีของการเดินเที่ยวเมืองเก่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง เราจะเริ่มเข้าใจว่าทำไม “อาหาร” ถึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการอ่านเมือง

เพราะประวัติศาสตร์อาจต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ

แต่อาหารหนึ่งจาน บางครั้งเล่าเรื่องได้ทันที

ในย่านเมืองเก่าสงขลามีอาหารและขนมท้องถิ่นจำนวนมากที่สืบทอดกันมายาวนาน ตั้งแต่ก๋วยเตี๋ยวหางหมู กาแฟโบราณ ไปจนถึงขนมพื้นถิ่นที่ปัจจุบันหากินได้ยากขึ้นทุกที

หนึ่งในนั้นคือ ขนมค้างคาว

ชื่อฟังดูน่าตกใจสำหรับคนที่ไม่เคยรู้จัก

แต่ไม่ต้องกลัว เพราะไม่มีค้างคาวอยู่ในส่วนผสมแต่อย่างใด

รูปร่างของมันต่างหากที่ทำให้ได้ชื่อนี้ ตัวขนมถูกจับจีบจนมีลักษณะคล้ายค้างคาวกางปีก ก่อนนำไปทอดจนด้านนอกกรอบและด้านในนุ่ม

ขนมชนิดนี้เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ ของอาหารที่ไม่ได้มีคุณค่าเพียงเรื่องรสชาติ

แต่ยังมีเรื่องของ มือคนทำ เทคนิค และความทรงจำ อยู่ด้วย

เพราะขนมพื้นถิ่นหลายชนิดไม่ได้หายไปเพราะไม่มีคนกิน

แต่หายไปเพราะไม่มีคนทำ

และทุกครั้งที่เรายังได้กินขนมแบบนี้ จึงเท่ากับว่าเราได้ช่วยต่ออายุเรื่องเล่าเล็ก ๆ ของเมืองไปอีกหนึ่งมื้อ

ข้าวคลุกน้ำพริกปลาปลาจิ้งจั้งไข่ครอบ

เมื่อของเก่าพบความคิดใหม่

ความน่าสนใจของสงขลาในวันนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การพยายามทำให้ทุกอย่าง “ย้อนยุค”

แต่คือการที่คนรุ่นใหม่กำลังนำของเดิมมาตีความใหม่

อาคารเก่าบางหลังกลายเป็นร้านอาหาร

บ้านเก่ากลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์

เมนูพื้นถิ่นถูกนำกลับมาคิดใหม่

วัตถุดิบจากชุมชนถูกเล่าในภาษาของคนร่วมสมัย

อย่าง Lyn’s The Shanghai Cafe’ ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการนำอาคารและเรื่องราวท้องถิ่นมาต่อยอดผ่านอาหาร โดยเชฟอิงค์-มกรธวัช กุลหทัย นำวัตถุดิบในพื้นที่มาสร้างสรรค์เป็นอาหารร่วมสมัย

อย่างข้าวแกงคั่วเห็ดแครงหมูทอด ข้าวคลุกน้ำพริกปลาปลาจิ้งจั้งไข่ครอบ หรือของหวานที่นำผลไม้ท้องถิ่นอย่างจำปาดะและละมุดเกาะยอมาตีความใหม่

ตรงนี้เองที่ทำให้คำว่า “ร่วมสมัย” น่าสนใจ

เพราะร่วมสมัยไม่ได้แปลว่าเราต้องทิ้งของเก่า

บางครั้งมันหมายถึง

การรู้ว่าของเก่ามีคุณค่าอะไร แล้วหาวิธีเล่าให้คนรุ่นใหม่อยากรู้จักมันอีกครั้ง

สงขลา
ประตูเมืองสงขลา

อ.เมืองสงขลา ไม่ใช่แค่โอลด์ทาวน์

สุดท้ายแล้ว การมาอำเภอเมืองสงขลาอาจไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนเมืองอื่นๆ ที่มาพร้อมแสงสี แต่การเที่ยวเมืองนี้ทำให้เราเข้าใจเมืองมากขึ้น ตั้งแต่จุดเริ่มต้นเมืองไปจนถึงชีวิตความเป็นอยู่ และมันจะดีถ้าคุณได้เดินเที่ยว

เดินดูบ้าน  ดูร้าน  ดูคน  ดูอาหาร  ดูร่องรอยของเมือง

แล้วค่อย ๆ เชื่อมต่อจุดเล็ก ๆ เหล่านั้นเข้าด้วยกัน

เราจะเริ่มเห็นว่าสงขลาไม่ได้เป็นเพียงเมืองเก่า

แต่เป็นเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง

โดยมีคนรุ่นเก่าที่รักษาของเดิม

และมีคนรุ่นใหม่ที่กำลังตีความมันขึ้นมาใหม่

มีชาวประมงที่ยังพึ่งพาทะเลสาบ

มีร้านอาหารที่ยังทำเมนูจากความทรงจำ

มีอาคารเก่าที่ยังคงอยู่ในชีวิตประจำวัน

และมีผู้คนหลายวัฒนธรรมที่ทำให้คำว่า “ท้องถิ่น” ของสงขลาไม่เคยมีความหมายเพียงแบบเดียว

สงขลา

เพราะฉะนั้น ถ้าครั้งหน้าเดินทางลงใต้

เผื่อเวลาไว้สักวันสองวันสำหรับอำเภอเมือง

จอดรถแล้วเดิน

แวะกิน คุยกับคน มองบ้าน มองทะเลสาบ

แล้วลองข้ามน้ำไปดูว่า เมืองที่เราเห็นในวันนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากตรงไหน

 บางทีการทำความรู้จักเมืองหนึ่งเมือง

อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำถามว่า

“ที่นี่มีอะไรให้เที่ยวบ้าง”

แต่อาจเริ่มง่ายกว่านั้นว่า

“ที่นี่ ผู้คนเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร”

และเมื่อเราเริ่มมองสงขลาด้วยคำถามนี้

คำว่า “อ.เมือง – โอลด์ทาวน์”

ก็อาจไม่ได้หมายถึงเพียงเมืองเก่าอีกต่อไป

แต่มันคือการเดินเข้าไปทำความรู้จัก บ้านของคนอื่นอย่างเคารพ

แล้วค้นพบว่า

บ้านของเขา

ก็มีเรื่องราวมากมายที่เราอยากรู้จัก

AUTHOR: ตู่-ไตรรัตน์ ทรงเผ่า

PHOTOGRAPHER: ฟาง-อภินัยน์ ทรรศโนภาส