ครั้งนี้ผมได้เขียนบทความเที่ยวป่าส่งท้ายปีเป็นปีที่สองต่อกัน เพราะด้วยความหวังดีของเพื่อนที่เห็นผมอยู่ในช่วงที่ทำงานหนักอึ้งมาทั้งสัปดาห์ และความสัมพันธ์นับว่าเป็นจำพวกอกหักส่งท้ายปี เลยชวนกึ่งลากผมออกมาเจอกับธรรมชาติเสียบ้าง กับเส้นทาง เส่ซูโจ๊ะ – ดอยหมากพริก

ผมเดาว่าเพื่อนน่าจะคิดถึงผมมาก ๆ ถึงแม้ตอนอยู่นนทบุรีเราจะห่างกันแค่ 30 นาที แต่เราเลือกที่จะเจอกันในป่าเสียมากกว่า เลยจัดแจงจองทุกอย่างให้เสร็จสรรพ ที่นั่งบนรถตู้ถูกจัดเตรียมไว้ให้ผมแบบเฉพาะเจาะจง และจ่ายเงินให้เรียบร้อย แล้วบอกกับผมต่อว่า “ไปเดินดอยเส่ซูโจ๊ะ-ดอยหมากพริก จ.แม่ฮ่องสอน กันเถอะ” หรือที่เรารู้จักกันในนามเมืองสามหมอก ไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมเพราะดูจากสมาชิกแล้วค่อนข้างคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี ก็เลยเกิดเป็นทริปใหญ่ 3 วัน 2 คืน
บ่ายสามโมงเย็นที่จุดเริ่มเดิน
เราเดินทางด้วยรถตู้จากกรุงเทพฯมาถึงแม่ฮ่องสอน แล้วต่อรถโฟร์วีลขึ้นเขาไปยังจุดเริ่มเดิน พวกเราใช้เวลาอยู่ท้ายรถกระบะกับเส้นทางที่คดเคี้ยวอยู่ 3 ชั่วโมงกว่า ในที่สุดเราก็ถึงจุดเริ่มเดินกันจนได้ ที่นาฬิกาบนข้อมือผมคือเวลาบ่ายสามโมงเย็น เราทั้งหมดเลยรีบกินข้าวจัดกระเป๋า ฝากของให้ลูกหาบ ผมย้อนอดีตหวนคิดถึงป่าแรกที่เพิ่งเริ่มเดิน ตอนนั้นการจัดกระเป๋า 50 ลิตรที่อัดแน่นไปด้วยของจำเป็น และเหมือนจะยัดใส่ของทั้งหมดไม่พอ แต่มาถึงปัจจุบันนี้มีเพียงถุงนอน แผ่นรองนอน เสื้อกันหนาวสักตัว ส่วนเต็นท์เปลี่ยนมานอนกองกลาง เนื้อที่ในกระเป๋าผมจึงมีพื้นที่เหลืออยู่พอที่จะรับอาสาแบกของคนอื่นให้ความเต็มใจ คนนำทางบอกกับเราว่า “เดินแค่ 2 กิโลเมตรก็ถึงแคมป์แล้ว” ผมใจชื้นขึ้นด้วยเหตุที่กลัวจะถึงแคมป์มืดและกางเต็นท์ลำบาก ผมเป็นท้ายแถวเหมือนอย่างเคยในทริปนี้



ทันเวลาแสงสุดท้าย
หลังจากเดินมาเกือบ 2 ชั่วโมง ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร ผมมารู้ทีหลังว่าจุดแคมป์ของเราคือยอดดอยเส่ซูโจ๊ะ ทุกคนปลดเป้วางบนพื้นสันเขา พื้นที่ขนาดพอเหมาะสำหรับกางเต็นท์ได้สิบหลังกับแคมป์กลางใหญ่อีกหนึ่งจุด ไม่นานเราก็รวมตัวกันชื่นชมพระอาทิตย์ที่กำลังคล้อยต่ำลง เปลี่ยนจากแสงขาวอำพันเป็นแสงแดดผีตากผ้าอ้อม ทิวเขาสูงต่ำทอดยาวไกลออกไปยอมให้แสงลอดผ่าน ผมรีบวิ่งหาฉากหน้าเพื่อถ่ายภาพพระอาทิตย์ตก ผมเดินลงเขาตามเส้นทางที่มองเห็นได้ชัด บังเอิญพบกับดอกไม้ชนิดหนึ่งสีขาวไม่เกาะกลุ่มกันมากนัก ผมพยายามหากลุ่มก้อนของดอกไม้แหวกป่าฝ่าดงเข้าไป ผมถ่ายด้วยความระมัดระวังมากที่สุดเพราะด้านหน้าถัดจากพุ่มไม้นี้คือหน้าผาสูงชัน มีเสียงจากคนที่เดินผ่านมากล่าวว่า “ดอกกุหลาบพันปีกำลังสวยเลยนะครับ” ตอนนั้นเองผมถึงรู้ว่าเจ้าดอกไม้ฉากหน้าของผมนี้คือดอกกุหลาบพันปี หลังจากถ่ายภาพจนพอใจผมกลับมานั่งรวมกลุ่ม มองพระอาทิตย์ที่กำลังตกอีกครั้งและตระหนักได้ว่าหากกาลเวลาคือการเปลี่ยนแปลง และการเดินทางคือโอกาสให้เราพบเรื่องราวใหม่ ถ้าหากความทรงจำดี ๆ ในอดีตมันจะมันหล่นหายไปบ้าง แต่นั่นอาจเพื่อให้เราได้เข้าใจว่า… ปัจจุบันนั้นมีค่าที่สุดแล้ว





กับข้าวมื้อค่ำปกติผมไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเก็บไว้ แต่จะเล่าให้ฟังว่าโอมจะมีของกินอร่อย ๆ และบางทีก็มีของแปลกอยู่เหมือนกัน อย่างเมื่อตอนวันเกิดผม โอมถึงกับแบกเค้กขึ้นไปบนเขาเพื่อให้ผม และพี่คิวได้ฉลองวันเกิด ยิ่งช่วงหลังมีพี่แบงค์ที่เหมือนจะเป็นคนปรุงอาหารเพิ่มเข้ามาอีกคน หมดห่วงเรื่องของกินได้เลย ซิกเนเจอร์คงหนีไม่พ้นของหวาน เงาะกระป๋องเกล็ดหิมะ อากาศที่ว่าเย็นบนยอดเขายังสู้ความเย็นของกระป๋องเงาะไม่ได้!
เริ่มเดินทางไกลไปหมากพริก
ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นอากาศหนาวเย็นยะเยือก น้ำค้างเกาะทั่วทั้งผืนทาร์ป ผมรู้สึกได้ชัดถึงอาการครั่นเนื้อครั่นตัวตอนรุ่งเช้า โอมกับพี่แบงค์ประกอบอาหารเช้า ส่วนผมควานหาถุงรวมเครื่องชงชา กาแฟ และเครื่องดื่มอื่นๆ ผมหวังจะได้รับไออุ่นจากแก้วกาแฟร้อนในช่วงเช้าที่ร่างกายยังรู้สึกหนาวเย็น และให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นจากอาการตัวร้อนเพราะไข้หวัด กาแฟมะพร้าวจากเวียดนาม สิ่งใหม่ ๆ ในถุงรวมเครื่องชงของโอมที่เพิ่งได้มาจากไปเที่ยวเวียดนามมา อร่อยมากผมการันตี
หลังมื้อเช้าอิ่มหนำกันเรียบร้อย ข้าวเที่ยงถูกห่อด้วยถุงพลาสติก ด้านในประกอบด้วยข้าวสวย หมูทอด และไข่ต้ม ธรรมดาแต่เน้นไปด้วยคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน เก็บของยัดลงกระเป๋าครบทุกคน พร้อมกับเสียงคนนำทางบอกเราว่า “วันนี้อีก 8 กิโลเมตรนะครับถึงแคมป์เรา” น้ำมูกผมไหลจนน่าหงุดหงิด ทุกก้าวที่ดันเนินนอกจากแบกน้ำหนักเป้แล้ว เช้าวันนี้ผมต้องแบกอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น พร้อมอาการอ่อนเพลียเล็กน้อยจากพิษไข้ จนกว่าจะถึงแคมป์ถัดไป


ระหว่างทาง ในที่สุดผมก็รู้จักกับลุงสุรัตน์คนนำทางของเราตลอดทริปนี้ แกช่างพูดและชอบแนะนำ ชี้สิ่งไหนเป็นรู้จักไปเสียหมด พืช สมุนไพร แม้แต่ชาติพันธุ์ที่แกเกิดยังชวนให้ผมได้รู้จัก ช่วงหนึ่งเราเดินเข้ามาในดงของป่าทึบเป็นหุบเขาลงไป ลุงสุรัตน์สังเกตเห็นมดที่กำลังรุมล้อมอยู่บนเปลือกไม้แตกชนิดหนึ่ง ลุงชี้ให้ดูแล้วบอกว่า “กินได้นะลองกินไหม” ทันใดนั้นก็เป่ามดออกแล้วใช้มีดสับลงไปที่เปลือกของต้นไม้ชนิดนี้ กลิ่นหอมลอยออกมาคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้กลิ่นในกับข้าวเมนูไหนสักอย่าง
ลุงสุรัตน์ยื่นเปลือกไม้หอมผิวชุ่มฉ่ำมาให้ผมชิม มีความเผ็ดร้อนที่ปลายลิ้น กลิ่นหอม และไม่นานนักรสหวานเริ่มแผ่ออกมา ผมนึกถึงแกงพะโล้ขึ้นมาทันที แต่ยืนนึกอยู่ว่ามันคือเครื่องสมุนไพรชนิดไหนกัน หลังจากสงสัยได้ไม่นานลุงก็เฉลยให้ผมฟังว่า “ป่าแถบนี้เป็นดงของต้นอบเชยทั่วบริเวณ” หลังจากไต่หุบเขาขึ้นมาจนถึงบนสันเขาอีกครั้ง มองไกลออกไปลุงบอกว่า “เห็นถนนตรงนั้นไหม” พร้อมชี้นิ้วไปกลางป่ามีถนนจริง ๆ อีกทั้งยังมองเห็นสมาชิกที่เดินไปก่อนหน้าเหมือนมดตัวเล็ก ๆ ที่ต่อแถวเดินกลับรัง ลุงบอกต่อว่า “ถ้าเราโชคดีอาจจะเจอรถชาวบ้านผ่านมา แล้วเราอาจจะขอขึ้นไปลงระหว่างทางก็ได้ แต่อาจจะยากหน่อยนะที่จะเจอ” เหมือนจะเป็นคำพูดที่ให้ความหวังแต่ประโยคจบตอนท้ายฟังแล้วก็แปลก ๆ อยู่

เตรียมใจไปแค่เขาลูกแรกเพื่อชมวิว แรงเชียร์ทำให้ไปถึงยอดหมากพริก
หลังจากเดินกันมา 4 ชั่วโมงครึ่ง กับระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เดินลงเนินสุดท้าย บริเวณตีนเขา สมาชิกคนอื่นๆ กำลังจับจองพื้นที่กางเต็นท์ ผมหามุมสงบ ๆ วางกระเป๋าแล้วนั่งสังเกตคนอื่นแทน ผมหมดแรงนั่งหลังพิงต้นไม้ ไม่ไกลมากนักสายตาหันไปเห็นมอเตอร์ไซค์จอดนิ่ง มันคือเวฟปีศาจ ผมได้แต่สงสัยว่าเขาเอามันขึ้นมาจากทางไหนกัน เพราะตลอดทางเดินไม่มีวี่แววว่าจะเห็นหรือได้ยินเสียงรถสักคัน แถวนั้นมีศาลเจ้าที่ทำจากไม้ง่าย ๆ ตั้งอยู่ด้านข้างแคมป์กลางเรา ใครสักคนตะโกนบอกกันว่า “รอบที่แล้วคนที่นอนหน้าศาลถูกหวยกันทุกคนเลยนะ พี่ลูกหาบเขาบอก”
ทุกคนที่กำลังมีอาการเหน็ดเหนื่อยสายตาจับจ้องมาที่ผู้พูด แววตาดูจะมีความหวัง ถึงขั้นมีคนพูดติดตลกว่าหากถูกรางวัลที่หนึ่ง จากศาลไม้จะถูกเปลี่ยนให้เป็นศาลปูนทันที เราชวนกันไปถ่ายรูปที่เขาลูกแรกนั่นคือความตั้งใจเดิม แต่เมื่อเดินถึงยอดเขาลูกแรกแล้วเวลาดูจะเหลือเยอะ พระอาทิตย์ยังไม่เอนต่ำลงไป ลุงสุรัตน์คนนำทางบอกเราว่า “มาทั้งทีขึ้นไปหมากพริกดีกว่า สวยมาก ๆ เลยนะ” ผมอดใจไม่ไหวกับคำเชื้อเชิญให้ไปชมความงาม ระหว่างทางลุงสุรัตน์เล่าตำนานปรัมปราให้ผมฟังว่า “หากมองไกลจากจุดที่เรานั่งรถมาจะสังเกตว่า ภูมิประเทศของภูเขาตั้งล้อมกันเป็นสามเหลี่ยมเหมือนเตาก้อนเส้า” ลุงบอกต่อว่า “คนเฒ่าคนแก่เขามักเรียกว่าสามเศร้าพระเจ้า และอีกชื่อคือดอยสันฟ้าสารภี” ด้วยความที่มีต้นสารภีอยู่ทั่วเขาจึงเป็นที่มาของชื่อ “อีกทั้งสมัยก่อนมีพริกบนยอดดอยหมากพริก มีกุ่ยช่ายป่า แต่สุดท้ายก็เป็นที่รู้จักกันในชื่อยอดดอยหมากพริก” และเรื่องเล่าอีกมากมายที่แกเล่าให้ฟัง ขณะที่ผมรอเพื่อน ๆ ที่เดินนำหน้าปีนผ่านก้อนหินลูกแล้วลูกเล่าเพื่อไปให้ถึงยอดเขา


ปล่อยให้ความช้ำลับไปพร้อมแสงตะวัน
ถึงยอดดอยหมากพริกกับระดับความสูงประมาณ 1,661 เมตร จากระดับน้ำทะเล เต็มไปด้วยนักเดินป่ามากหน้าหลายตาที่กำลังถ่ายภาพคู่กับป้าย “ยอดดอยหมากพริก” และรอชมพระอาทิตย์ตก ส่วนผมขอนั่งก่อนล่ะ ไม่อยากขยับตัวไปมากกว่านี้แล้วจากอาการอ่อนเพลียของพิษไข้ ขอนั่งรอชมพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกอย่างตั้งใจสักครั้งในชีวิต
ผมรำพึงรำพันกับตัวเองผ่านช่วงเวลาที่แสงของวันกำลังจะหมดไป ว่าเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมจริง ๆ ที่จะปล่อยให้วันที่ความรู้สึกไม่ดีแบบนี้ค่อย ๆ เลื่อนผ่านไป จากความเป็นจริงที่เจ็บป่วย และความเป็นจริงที่เขาไม่ต้องการ หันมามองสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันช่างเป็นปัจจุบัน และสวยงามตามธรรมชาติ หลังจากที่พระอาทิตย์ตกดินแล้ว เหลือเพียงแสงจากขอบฟ้า เราทุกคนเดินกลับแคมป์ ความมืดมิดกำลังคืบคลานเข้ามาแทนที่ แสงดาวที่ค่อย ๆ สว่างชัดขึ้นเป็นจุดอยู่ทั่วท้องฟ้า และเมื่อผมมองย้อนกลับไปด้านหลังที่เราเดินผ่านกันมา สังเกตเห็นแถบสว่างพาดผ่านท้องฟ้ามันคือทางช้างเผือก

หลังจากดูนาฬิกาข้อมือรวมระยะเดินไปและกลับทั้งสิ้น 3 ชั่วโมง กับระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร หยุดถ่ายภาพกับทิวเขาซะเป็นส่วนใหญ่ บริเวณโดยรอบมืดสนิทแล้วมีเพียงไฟฉายคาดหัวส่องนำทางให้เราเดินไปข้างหน้า ไม่นานได้ยินเสียงทักทายจากคนในแคมป์กลางที่กำลังกินข้าวอยู่อย่างเอร็ดอร่อยสังเกตจากสีหน้าอันชื่นมื่น และกับข้าวในถาดที่ลดลงไปมากจากเดิม
หลังอาหารมื้อค่ำผมขอยาแก้แพ้จากพี่แบงค์ และได้ยาลดไข้จากโอม ทั้งสองคนเป็นสตาฟฟ์มีประสบการณ์มากในป่า ต่างจากผมที่เดินบ้างเป็นบางครั้ง ยาสามัญที่คิดว่าไม่ต้องพกหรอกพอเจ็บป่วยขึ้นมา จำต้องขอหยิบยืมจากคนอื่น การเตรียมความพร้อมสำหรับทุกๆ ด้านสำคัญไม่แพ้กันเลยแม้แต่น้อย อุปกรณ์เดินป่าอาจจะอำนวยความสะดวกให้ใช้ชีวิตในป่าได้ง่ายขึ้น แต่ยาสามัญที่ควรพกไว้นั้นจะช่วยทุเลาความเจ็บไข้ได้ป่วย และพาตัวเองกลับบ้านได้อย่างสบายใจ

แบกความหวังใหม่กลับบ้าน
ก่อนแสงแรกจะมาเยือน บริเวณตีนเขาแห่งนี้เป็นอีกค่ำคืนที่อากาศหนาวเย็น ระหว่างกินข้าวเช้า พี่นุ๊กผู้ที่ขึ้นไปบนยอดหมากพริกทั้งตอนพระอาทิตย์ตกเมื่อวาน และก่อนรุ่งเช้าก่อนพระอาทิตย์จะแย้มแสงแรกเขาเล่าว่า “มันสวยมาก ๆ เมฆไหลผ่านทิวเขาด้วย” ผมเองซึ่งป่วยขึ้นไปด้วยไม่ไหวก็ไร้ซึ่งจะจินตนาการถึงความสวยนั้นออก
ใครสักคนก็ถามขึ้นมาว่าเมื่อคืนมีใครฝันถึงอะไรไหม พี่นุ๊กคนเดิมเป็นคนแรกที่บอกว่าผมฝันครับและเริ่มเล่า แต่ละคนก็ต่างตีความหมาย และฟันธงให้เป็นเลขเด็ดของความฝันนี้ปิดท้ายเรื่องเล่า ยังย้ำว่า “ผมตื่นขึ้นมาจดไว้ด้วยนะ” ทีนี้ล่ะครับสัญญาณโทรศัพท์ที่พอมีอยู่เล็กน้อยของแต่ละคน เปิดเข้าแอปฯ เป๋าตัง พร้อมกดซื้อสลากดิจิทัลโดยทันที จากศาลไม้เก่าๆ อาจจะได้เปลี่ยนเป็นศาลปูนจริง ๆ ก็ได้นะครับ
เก็บสัมภาระเตรียมตัวผูกเชือกรองเท้าให้แน่นลงเขากลับบ้านกัน ระหว่างเดินลงจากเขาผมหลบให้พี่ลูกหาบหลายต่อหลายคนแซงหน้าไปก่อน และไม่นานก็มีเสียงเครื่องยนต์ดังตามหลังผมมา “มอเตอร์ไซค์” ใช่ครับมีมอเตอร์ไซค์ขับลงมาจากเขาพร้อมแบกสัมภาระเต็มคันรถ ผ่านไปคันแล้วคันเล่า เกิดความสงสัยในห่วงความคิดว่าถ้ารถมันขับมาถึงได้ เราจะเดินกันทำไม ผมยืนมอง และขำออกมาแบบโจ่งแจ้งในป่าเขาเลยทีเดียว
เราเดินตามเส้นทางรถหรืออาจจะเป็นเส้นทางน้ำไหลในฤดูฝน ลัดเลาะลงเขามาใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงนิด ๆ กับระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร มีแต่ความชัน และหินที่อาจจะทำให้คุณลื่นได้ เหมือนอย่างกับมายด์เพื่อนรักที่เป็นคนจองที่นั่งบนรถให้กับผม ได้สาธิตการลื่นให้ชมเป็นคนแรก จนกระทั่งมาพบเข้ากับหมู่บ้านที่มีห้องน้ำรอรับอย่างสะดวก พวกเราเดินมายังจุดจอดรถที่เป็นลานกว้าง มีร้านสะดวกซื้อแบบฉบับของชาวบ้านคอยให้บริการ ตรวจเช็กสมาชิกและกระเป๋ากลับลงไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง เดินป่า 3 วัน 2 คืน กับระยะทางเดินในป่ากว่า 14 กิโลเมตร นั่งชื่นชมดูวิวอันสวยงามกับผู้คนที่ทั้งรู้จัก และไม่รู้จักอยู่ข้างกัน บางครั้งผมแค่รู้สึกว่าการพาตัวเองมาลำบากเพื่อให้รู้ว่าความธรรมดานั้นน่าพึงพอใจแค่ไหน ผมทิ้งความเศร้า ความขุ่นหมองใจไว้ที่ดอยหมากพริกนี้ แล้วแบกความหวังใหม่กลับมาพร้อมกับเลขเด็ดที่ได้จากหน้าศาลเจ้าที่
EXPLORER : สิณ
AUTHOR & PHOTOGRAPHER : สิณ – กสิณ สนลา

