Type and press Enter.

สโนว์บอร์ด ตลอด 55 วันที่ญี่ปุ่นของ ‘ศุภวัฒน์ ม้วนทอง’

สโนว์บอร์ด

ในดินแดนที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายอย่างญี่ปุ่น จนหลายคนต้องไปซ้ำหลายหน แต่กลับมีชายคนหนึ่งที่ไม่ยอมไปไหนเลย และใช้เวลาไปกับ สโนว์บอร์ด

BAANLAESUAN EXPLORERS CLUB ได้พบกับ หนุ่ย-ศุภวัฒน์ ม้วนทอง และร่วมพูดคุยกันอย่างสนุกถึงทริปญี่ปุ่นครั้งล่าสุดของเขา ที่ไม่ได้เที่ยวไหนเลยนอกจากเล่น สโนว์บอร์ด ทุกวันตั้งแต่ตื่นยันหลับ ตลอด 55 วัน ซึ่งใจจริง เราไม่ได้อยากคิดแทน ไม่ได้อยากตัดสินว่าทำไมทริปของเขามันถึงจืดชืดขนาดนี้ แต่เลือกที่จะใช้บทสนทนาครั้งนี้เพื่อขุดคุ้ยความคิดและความคลั่งใคล้ในกีฬา สโนว์บอร์ด ของชายคนนี้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในหัวใจของเขาบ้าง

สโนว์บอร์ด

แม้ว่าการไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วจะใส่กิจกรรมสกีลงในแผนก็ดูไม่แปลกตรงไหน แต่ทำกิจกรรมเดียวตลอด 55 วันแบบนี้ดูเหมือนจะไม่ปกติสักเท่าไร ไม่แน่นะ… พวกเราอาจได้ลองกลับไปหาคำตอบให้ตัวเองดูบ้างว่า เราเคยมีแพสชั่นกับเรื่องไหนมากถึงขั้นที่หนุ่ยทำหรือเปล่า

ถ้าเล่นเป็นทีม … ผมเป็นตัวถ่วง

หนุ่ยย้อนความให้ฟังไกลไปถึงวัยเด็ก (ปัจจุบันเขาอายุ 45 ปีแล้ว) ว่าช่วงที่เรียนหนังสือ เขารู้สึกว่าเขาไม่เก่งกีฬาเลยสักอย่าง ในคาบเรียนวิชาพละ ไม่ว่าจะเป็นปิงปอง วอลเลย์บอล บาสเกตบอล หรือแม้แต่กีฬายอดฮิตอย่างฟุตบอล เขาเล่นไม่ได้เลย ยิ่งเล่นเป็นทีม ยิ่งกลายเป็นตัวถ่วงเพื่อน

สโนว์บอร์ด

“ตั้งแต่ตอนเด็กๆ เห็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมจากในทีวี ใจก็คิดว่าทำไมบ้านเราไม่มีกีฬาประเภทนี้ให้เล่นบ้าง ทำไมไม่มีหิมะตกลงมาบ้าง โตขึ้นมาเลยค้นพบตัวเองว่า เราสนใจกีฬาเอ็กซ์ตรีมมากกว่า ชอบความเร็ว ชอบมอเตอร์ไซค์ ชอบจักรยาน ชอบกีฬาพวกนี้ที่เล่นคนเดียวได้ พอเริ่มทำงานมีเงินเก็บ ก็เลยมีโอกาสได้เล่นกีฬาแบบที่อยากเล่นหลายอย่างเลย พอได้ไปเที่ยวต่างประเทศ เลยตั้งใจว่าจะไปลองหัดเล่นสโนวบอร์ดดูบ้าง”

เดือนธันวาคม ปี 2019 เขาเดินทางไปทริปญี่ปุ่น ครั้งนั้นเขาใส่กิจกรรม สโนว์บอร์ด ลงในแผน และการไถหิมะครั้งแรกก็เกิดขึ้น หนุ่ยเล่าอีกว่าพอไปหัดเล่นครั้งแรกมันกลับไม่เหมือนในทีวีที่เคยดูตอนเด็ก

“ผมเริ่มเล่นสโนว์บอร์ดครั้งแรกที่ลานสกี Gala Yuzawa ในเขตจังหวัด Nigata ลานนี้เป็นที่นิยมอยู่แล้ว เพราะเดินทางไปง่าย นั่งชินคันเซ็นจากสถานี Ueno ไปถึงที่ลานสกีเลย ก่อนไปคิดว่าคงไม่ยาก เราน่าจะทำได้ เราชอบความเร็ว ชอบมอเตอร์ไซค์ น่าจะทรงตัวได้ คงไหว

“แต่พอได้ไปลองแล้วผมค้นพบว่ามันยากมากและลื่นมากด้วย เนินเขาที่มองสวย ๆ นั้นมันชันไปหมด แค่รัดรองเท้ายึดเข้ากับ Binding ก็เหนื่อยแล้ว ยืนแล้วก็ล้มตลอด แต่พอเล่นไปได้สัก 2 -3 ชั่วโมง มันเริ่มลุกยืนทรงตัวได้ ด้วยความไม่กลัวความเร็ว ผมเลยปล่อยให้มันไหลลงไว ๆ ปรากฎว่าสะดุดล้ม (ในกลุ่มคนเล่นสโนวบอร์ดเรียกว่า Clash Edge) หัวและหลังกระแทกพื้น รู้สึกเหมือนโลกมืดไปสัก 10 วินาที ผมนอนอยู่อย่างนั้นหลายนาที ก่อนจะลุกขึ้นแล้วบอกตัวเองว่า … เลิก”

สโนว์บอร์ด

บอกตัวเองว่าเลิก แต่เลิกกี่โมง

ใช่แล้วมันยากกว่าที่คิด แล้วก็ไม่เหมือนในทีวีเลย 10 วินาทีที่โลกดับเป็นเรื่องน่ากลัว แต่ไม่มากพอจะทำให้เขาเลิก หลังทริปนั้นหลายประเทศเข้าสู่สถานการณ์โควิด-19 เต็มรูปแบบ เขารอจนการล๊อคดาวน์สิ้นสุด ก่อนจะเดินทางกลับไปแก้มืออีกครั้ง

“เรารู้สึกว่ามันยากมากจริง ๆ แล้วหลังจากนั้นมันก็เป็นช่วงโควิดพอดี ตามที่ทุกคนรู้ เราไปไหนกันไม่ได้ ผมเฝ้าแต่รอว่าเมื่อไรญี่ปุ่นจะเปิดประเทศ จนช่วงเดือนมกราคม ปี 2023 ญี่ปุ่นเปิดประเทศ ผมเดินทางไปเที่ยวอีกซึ่งตรงกับช่วงหิมะพอดี ก็เลยอยากกลับไปลองดูอีกสักครั้ง โดยครั้งนี้ไปที่ Hakuba จังหวัด Nagano

“วันแรกเล่นลาน Goryu เล่นไปได้แป๊ปเดียวเกือบจะต้องเลิก เพราะล้มเข่าบิด คือตัวท่อนบนหมุน แต่บอร์ดมันไม่หมุนตามเพราะขอบ (Edge) มันจิกหิมะอยู่  ทำให้ขาท่อนล่างไม่หมุนไปตามลำตัว เจ็บเข่าพอสมควร กลัวว่าเอ็นเข่าจะฉีก แต่ก็กลั้นใจเล่นต่อ พอวันที่สองไปเล่นที่ลาน Tsugaike วันนั้นเราเริ่มเลี้ยวได้บ้างแล้ว ตรงจุดนี้แหละที่ผมไม่คิดจะเลิกอีกเลย”

‘โดนแล้วไม่เข็ด เจ็บแล้วไม่จำ’ คือคน ๆ นี้เลย การกลับไปรอบสองของเขาถึงจะยังไม่ง่ายขึ้น แต่หนุ่ยบอกว่าครั้งนี้ทรงดีขึ้น เขาไม่เข็ดและเริ่มสนุก เริ่มอยากพัฒนาการเล่นของตัวเอง เราฟังมาถึงตรงนี้แล้วคิดว่า กีฬาแบบนี้เขาพัฒนากันอย่างไร หนุ่ยจึงขยายความให้ฟังว่า พัฒนาการเป็นสิ่งที่นักเล่นทุกคนกำหนดเอง เพราะกีฬาแบบสมัครเล่นนี้ไม่มีใครให้คะแนน ไม่มีแพ้ชนะ มีแค่คนที่ล้มเลิก และสำหรับตัวเขา หนุ่ยตั้งหมุดหมายแรกเอาไว้ที่การทำ S Turn

“เราอยาก S turn ได้ เพราะนั่นหมายความว่า เราไม่ต้องเบรคลงเขาตลอดเวลาแล้ว ใช้การเลี้ยว เพิ่มระยะทางแทน เราว่าท่านี้คือจุดที่ Beginner อยากไปให้ถึง แต่ในจุดนี้เราก็ไม่ได้รู้สึกว่า Level Up หรืออะไรนะ รู้สึกแค่ว่าเราสนุกขึ้น เล่นได้อย่างที่อยากเล่นมากขึ้น ทุกวันนี้ก็ยังคิดว่าเราเป็น Beginner อยู่เลย”

Beginner กลับมาอีกครั้งในทริป 55 วัน

นอกจากการวางแผนทริป หนุ่ยบอกว่าการเที่ยวเล่นของเขาจริงจังเหมือนนักกีฬาเตรียมแข่งขัน เพราะเขาไม่สามารถมาได้บ่อย ๆ ไปทริปแต่ละครั้งใช้เงินไม่น้อย เงินเก็บจากการทำงานทุกบาททุกสตางค์ต้องคุ้มค่า เขาถึงต้องตั้งใจมากเป็นพิเศษ

“เราเริ่มเตรียมร่างกายตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 2025 (เดินทางมกราคม 2026) เพราะจากประสบการณ์ที่ไปเล่นครั้งก่อน ๆ เราพบว่าร่างกายมันน่วมมาก และกว่าจะเข้าที่ก็ 4-5 วันทั้งที่ออกกำลังพวกคาร์ดิโอเตรียมไป ปีนี้เลยปรับเปลี่ยนการออกกำลังกายเป็นแบบสร้างกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะท่าสควอชและท่าด้านแกนกลางลำตัว เราก็ทำง่าย ๆ ที่บ้านนะ ไม่ได้เข้ายิมอะไร ลองปรึกษา AI เอา เพราะต้องการรีดน้ำหนักด้วย และต้องการสร้างกล้ามเนื้อแบบไปเล่นสโนว์บอร์ดด้วย ผลที่ได้คือน้ำหนักลดไป 11 กิโลกรัม แล้วพอไปเล่นจริง มีแค่เมื่อยล้านิดหน่อยเท่านั้น อาการน่วมไม่มีเลย”

สโนว์บอร์ด

กลับมาจากทริปนั้น เขายังนอนฝันถึงลานสกีอยู่ตลอด และห่างหิมะไปได้ราว 3 ปี ซึ่งระหว่างนี้ เขาใช้เวลาในการวางแผนทริป 55 วันแบบเล่นสกีอย่างเดียว ไม่ไปไหนเลย ซึ่งทริปนานขนาดนี้ต้องวางแผนทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายระยะยาวในญี่ปุ่น หาช่วงเวลาที่สภาพอากาศเหมาะสม และเตรียมสั่งซื้ออุปกรณ์การเล่นสโนวบอร์ดของตัวเอง ซึ่งเขาใช้วิธีการสั่งซื้อจากร้านในญี่ปุ่นและให้ส่งไปรอไว้ที่สกีรีสอร์ต โดยเฉพาะอุปกรณ์ชิ้นสำคัญอย่างตัวบอร์ดที่เขาถูกใจนั้น ใช้ระยะเวลาในการผลิตและจัดส่งนานหลายเดือน

“เนื่องจากครั้งที่แล้ว เราวางแผนไปอยู่ลานสกี 12 วัน แบ่งเป็นเล่น 10 วัน พัก 2 วัน แล้วใน10 วันนั้นต้องคอยลุ้นว่าสภาพอากาศจะดีไหม ซึ่งครั้งนั้น 10 วัน หิมะตกหนักมากไป 9 วันซึ่งก็ทำให้เล่นได้ไม่เต็มที่เท่าไร อีกอย่างคือระยะเวลา 10 วัน ร่างกายพึ่งจะเข้าที่เอง ก็ต้องกลับแล้ว

“ภรรยาเลยแนะนำว่า ครั้งหน้าเธอไปเล่นแบบยาว ๆ เลย มันจะได้ต่อเนื่อง และมีเวลาพัก เผื่อสภาพอากาศด้วย เพราะกีฬามันต้องอาศัยการเล่นซ้ำ ๆ ผมก็เลยวางแผนซื้ออุปกรณ์ ซื้อตั๋วลิฟต์ (Lift Ticket – บัตรสำหรับใช้บริการสกีลิฟต์) แบบ Season pass จองตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และเตรียมขอวีซ่า เพราะลองมานั่งคำนวณเวลาที่เหมาะสมแล้วก็ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นด้วย ก็ทำให้เกิดทริป 55 วันขึ้นได้”

ฟังแบบนี้เราคงไม่ได้ต้องถามแล้วว่าขอวีซ่ากับขอภรรยาอันไหนยากกว่ากัน เลยขอแทรกถามหนุ่ยเพื่อเป็นความรู้ เพราะปกติคนไทยเข้าญี่ปุ่นนั้นฟรีวีซ่า 15 วัน แล้วทริปของเขาที่ยาวนานถึง 55 วันนี่ทำยากซับซ้อนแค่ไหน หนุ่ยตอบว่า หลัก ๆ เลยคือเรื่องของเอกสาร ซึ่งตัวเขาเองทำอาชีพอิสระอยู่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ต้องมีเอกสารอธิบายเกี่ยวกับอาชีพ มีหนังสือรับรอง (Sponsorship Letter) และเอกสารการประกอบอาชีพใน 9 จังหวัดภาคเหนือ ก็จะได้สิทธิ์ยื่นเอกสารกับสถานกงสุลที่เชียงใหม่โดยตรง ไม่ต้องผ่านตัวแทน

“เราค่อย ๆ เตรียมเอกสารไปเรื่อย ๆ ใช้เวลาประมาน 4-5 เดือน พอครบก็ไปยื่นเอกสารตอนเดือน พฤศจิกายน จำได้ว่ายื่นวันจันทร์ วันศุกร์ก็รู้ผลเลย ระหว่างนั้นเรามีบินมาสั้น ๆ ซื้อตั๋วไฟไหม้ราคาถูกช่วงเดือนพฤษภาคมเพราะช่วงนั้นจะมีอุปกรณ์สโนวบอร์ดที่หมดซีซั่นลดราคาถูก

โดยครั้งนี้ทริปยาวเราตั้งใจมาเพื่อฝึกเล่นและเน้นความประหยัด โดยในช่วงแรกภรรยามาด้วย แต่กลับไทยไปก่อน เราซื้อของกินจากในตัวเมือง Hakuba มาตุนไว้เท่าที่ทำได้ ที่พักก็เลือกแบบ Lodge เป็นที่พักราคาถูกสไตล์ญี่ปุ่น เป็นห้องอาบน้ำรวม ในแต่ละวันกิจกรรมที่ทำ ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย ทริปนี้เราอยาก Carving (เทคนิคการเลี้ยวชนิดหนึ่งของสโนวบอร์ด) ได้

“มาครั้งที่แล้วเราจะเล่นคู่กับพี่อีกคนตลอด (Apichart Dos Ponpuak) แต่ครั้งนี้ส่วนมากจะเล่นคนเดียว ฝึกตามประสากิจกรรมมีแค่ตื่นนอน ออกไปเล่น กลับมาพักผ่อน นั่งทานข้าวกับพี่เค้า แชร์เรื่องการเล่น เข้านอน วนลูปไปแบบนี้ มีวันที่พักร่ายกายบ้าง หรือวันที่เนินเป็นน้ำแข็งก็ต้องยอมหยุดเล่น เพราะล้มแล้วมันเจ็บ เป็นความได้เปรียบที่เรามาหลายวัน ซึ่ง 55 วันสำหรับคนอื่นอาจจะมองว่านานครับ แต่สำหรับเรามันไวมาก จำได้ว่ามีวันที่นอนพักอยู่ประมาน 5 วันได้ ที่เหลือเล่นทุกวัน โดยจะเล่นแบบเฉลี่ยแรง คือออกไปเล่นสัก 8 โมงครึ่ง ยาวไปจนถึงเที่ยงหรือบ่ายสองโมง หรือบางวันก็เล่นยาวไปยันปิด ต่างจากตอนทริปก่อน เราเล่นเช้าจรดเย็นเลยเพราะมีเวลาแค่ 10 วันเท่านั้น”

จากแค่เล่นสนุก เป็นคนสอน สโนว์บอร์ด

หนุ่ยเล่าเรื่องเจ็บ ๆ มาหลายเหตุการณ์ แต่มนต์ขลังของสโนวบอร์ดก็ดึงเขากลับสู่เส้นทางอยู่ตลอด แต่ทริปสำคัญนี้ในชีวิตของเขา ‘มีเจ็บ’ แล้วก็ ‘มีจบ’ ด้วย ซึ่งจบที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องร้ายอะไร แต่เป็นการจบการฝึกเพื่อทดสอบเป็น Instructor หรือเล่าแบบเข้าใจง่ายคือผู้ฝึกสอนสโนวบอร์ดที่มีใบรับรองมาตรฐาน เป็นสิ่งที่หนุ่ยบอกว่าอยู่นอกแผนที่วางเอาไว้เลย

“อย่างที่บอกไปว่า เป้าหมายทริปนี้คืออยากจะไปฝึกทำ Carving ให้สวย ๆ แค่นั้นเลย ซึ่งตอนนี้เราว่าก็ยังไม่ได้สวยด้วยนะ ไม่ใกล้เคียงเลยดีกว่า (หัวเราะ) แต่ช่วงปลายทริป ภรรยาถามว่าอยากลองสอบ Instructor ไหม จะได้วัดความสามารถตัวเองด้วย เราก็มาคิดว่า เออลองก็ได้ แต่ก่อนหน้านี้ไม่มีความคิดเรื่องสอบในหัวเลย เพราะคิดว่าเรายังไม่พร้อม แต่พอภรรยาบอกว่าเธอน่ะพร้อมแล้ว ฟังแบบนั้นเราก็เลยคิดว่า ลองดูก็ได้

“แต่พอไปเรียนเพื่อสอบจริง ๆ พบว่ามันยากมากสำหรับผม สำคัญเลยคือเราไม่เก่งภาษา ภาษาก็ไม่ได้เลย คอร์สไทยก็เต็ม ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง ดีที่กล้าหาญบอกครูว่า ผมไม่ได้ภาษาครับ ครูบอกไม่เป็นไร ให้มั่นใจ ใช้ร่างกายแสดงได้เลย โชคดีที่เพื่อนชาวสิงคโปร์ที่เรียนด้วยกันคอยบอก Key Word ช่วยแปลทุกอย่างให้เข้าใจง่าย และครูก็เข้าใจเรื่องภาษาของเรา ระหว่างเรียนนอนไม่หลับเลยกังวลตลอด จนสอบผ่านมาได้

“ในที่สุดทริปนี้กลายเป็นว่า จากไปเล่นเฉย ๆ กลับได้ใบ Instructor กลับมาด้วย แต่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะไปต่อกับเรื่องการเป็น Instructor ยังไงนะ คงเอาความสามารถนี้ลองไปสอนภรรยาก่อน (หัวเราะ) เพราะเรายังโฟกัสเรื่องการเล่นอยู่เหมือนเดิม อยาก Carving ให้สวย ๆ หรือ Carving แบบ Aggressive ได้ ซึ่งต้องใช้เวลา ก็คิดจะฝึกไปเรื่อย ๆ ครับ”

สโนว์บอร์ด
สโนว์บอร์ด

ทั้งหมดเป็นการสอบปฏิบัติ ที่ใช้ร่างกายในการสื่อสารเป็นหลัก แต่การช่วยเหลือกันเรื่องภาษาเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สำคัญสำหรับการสอบครั้งนั้นมาก ซึ่งหนุ่ยเล่าอีกว่านั่นไม่ใช่มิตรภาพดี ๆ ครั้งเดียวที่หนุ่ยเจอระหว่างทริป การเดินทางครั้งนั้นของเขาเจอเรื่องชุ่มชื่นหัวใจอีกมากมายเลย

“เราพักอยู่ใน สกีรีสอร์ต แห่งเดียวยาวตลอดทริปเลย ที่นั่นเจ้าของเป็นคู่สามีภรรยา ที่สืบทอดกิจการมาจากครอบครัว เหมือนเป็นทายาทรุ่นสองอะไรแบบนี้ ทั้งสองคนใจดีกับผมมาก ๆ จริง ๆ ต้องเล่าว่า ผมมาพักกับพวกเขาตั้งแต่ทริปก่อนหน้า ซึ่งก็ถือโอกาสฝากอุปกรณ์การเล่นทั้งหมดไว้ที่นี่เลย เวลาสั่งของออนไลน์ก็จะให้ส่งมาเก็บไว้ที่นี่ พวกเขาซัพพอร์ตเรามาก ๆ เลย

“ระหว่างที่พักอยู่กับเขา ก็ชอบทำอาหารและขนมมาให้ทาน ช่วงวันเกิดของเขายังชวนเราไปเป่าเค้กวันเกิดด้วยเลย เหมือนเราเป็นครอบครัวเดียวกัน บางวันก็ให้ผมติดรถออกไปซื้อของมาตุนไว้บ้าง จำได้ว่าวันที่เราจะเดินทางกลับไทย ตอนออกจากที่พัก พวกเขาทำข้าวปั้นแพคอย่างดีให้เราเอาไว้กินระหว่างเดินทางด้วย

“ส่วนพึ่คนที่เล่นสโนวบอร์ดด้วยกัน (Apichart Dos Ponpuak) แกเป็นคนไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ออสเตรเลียมาทริปยาวเหมือนกัน แกจะเป็นคนคอยสอนเทคนิคการเล่นสโนว์บอร์ดให้เราตลอด และก็ชอบพาเราไปเชือดบนเนินที่ยาก ๆ ด้วย (หัวเราะ) เราก็เลยเป็นคู่หูกันคอยแนะกันและกัน บ้าเล่นสโนว์บอร์ดเหมือนกัน คอยชวนกันมาเล่นมาฝึก แล้วนัดมาพักที่เดียวกันด้วยกินข้าวพร้อมกัน ความสนุกเลยดับเบิ้ลเลยครับ ส่วนคนไทยคนอื่น ๆ ก็จะได้เจอกันบ้าง ทั้งบนสโลป ทั้งในที่พัก ถ้าได้คุยกันทุกคนจะตกใจมากว่าเรามาเล่นถึง 55 วันเลยเหรอ” หนุ่ยย้อนถึงมิตรภาพที่ได้พบ

ในช่วงท้ายของการพูดคุยสนุก ๆ ครั้งนี้ เราอดถามไม่ได้ กับคำถามซื่อ ๆ ของเรา ไม่ว่าจะเรื่องการไปเที่ยวที่ที่น่าสนใจอื่น ๆ ในญี่ปุ่น หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่หนุ่ยสนใจ เพราะเชื่อเหลือเกินว่า คนที่โตมาในพื้นที่ที่ไม่เคยได้เห็นหิมะเลย ใกล้เคียงที่สุดก็คงเป็นน้ำแข็งไส เขาจะไม่มีแพสชั่นอื่นนอกจากสโนวบอร์ดบ้างเลยหรือ หนุ่ยหัวเราะก่อนเล่าให้เราฟังต่อ

“เราชอบธรรมชาติของญี่ปุ่นมากเลย แต่ไม่ค่อยชอบเมืองใหญ่เท่าไร เวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นมักจะเลือกเที่ยวเมืองรอง อย่างเมือง Nagoya แล้วก็วางแผนออกไปเที่ยวตามบ้านนอกของญี่ปุ่น มันดูมีเสน่ห์มาก อย่างทริปนี้ผมไป 55 วัน ผมอยู่แต่บริเวณลาน Tsugaike เพราะเป้าหมายหลักคือมาเล่นสโนว์บอร์ด ซึ่งลานนี้ตั้งอยู่ห่างออกมาจากตัว Hakuba พอสมควร มีความเป็นธรรมชาติมาก ๆ ทำให้พอตกเย็นหรือลานสกีปิดแล้วมันเงียบ ไม่มีอะไรเลย ทำให้เราอยู่ได้สบาย ได้เล่นหิมะด้วย ได้อยู่กับวิถีชนบท บางคนก็อาจไม่ชอบเพราะมันไม่มีอะไร แต่เราอยู่ได้ก็เพราะมันไม่มีอะไรนี่แหละ

“ส่วนเรื่องที่เราชอบอื่น ๆ ก็มีนะ เยอะเลย ตอนนี้เห็นหลานซื้อโรลเลอร์เบลดมาเล่น เรายังอยากเล่นบ้างเลย แต่ที่ชอบ ๆ เลยก็พวก จักรยานดาวน์ฮิล ส่วนที่ชอบตั้งแต่จำได้เลยก็พวกมอเตอร์สปอร์ต 2 ล้อ อย่างบิ๊กไบค์และโมโตครอส นั่งดูรายการแข่งขันพวกนี้แล้วชอบมาก ของเล่นวัยเด็กก็จะมีแต่ประเภทนี้ พอโตมาก็ได้เป็นเจ้าของ อันนี้น่าจะคลั่งไคล้ที่สุดแล้ว และก็มีช่วงหนึ่งเราหากิจกรรมทำเพื่อลดน้ำหนัก ก็เลยปั่นจักรยาน ปั่นไปปั่นมา ได้รู้จักกับ Audax คือการปั่นจักรยานทางไกล ระยะ 200, 300, 400, 600 กิโลเมตร โดยผู้จัดจะลากแผนที่ให้และ มี CP มีเวลาเปิด-ปิดกำกับ โดยผู้ขี่ต้องบริหารเวลาให้จบตามกรอบเวลา เป็นกีฬาที่ฝึกความอดทนมาก ๆ  ไม่มีที่ 1 มีแค่จบกับไม่จบ ตอนนั้นยังทำงานประจำอยู่ เราไปแทบทุกเดือนเลยนะ ตอนไปก็เหนื่อยท้อ แต่กลับมาพักแล้วก็อยากไปอีก”

เกิดอาการอยากซ้ำมันทุกทีไป

ฟังมาตั้งแต่ต้น เราสงสัยเหลือเกินว่าอาการอยากซ้ำมันเกิดจากอะไร เกิดได้อย่างไร และกลายเป็นประเด็นชวนคิดชวนคุยในช่วงท้ายหลังจากการแชร์เรื่องราวสนุก ๆ มานานนับชั่วโมง ซึ่งในความเป็นจริง ก็ยังหาข้อสรุปเรื่องนี้ยังไม่ได้

“เราหาคำตอบในเรื่องนี้ไม่ได้เหมือนกันนะ แต่คิดว่าคนที่เล่นกีฬาประเภทนี้น่าจะรู้สึกคล้าย ๆ กัน ตอนปั่นจักรยาน ระหว่างทางก็ท้อมาก นี่เรามาทำอะไร ร้อนก็ร้อน อดหลับอดนอน พอผ่านมาได้ ก็อยากไปอีก ไปที่มันยากหรือไกลกว่าเดิม หรืออย่างสโนว์บอร์ดเรา ก็อยากเพิ่มสกิลที่ยากขึ้น ชันขี้น เร็วขึ้น ท้าทายขึ้น พอทำได้ อยากไปต่ออีก เนินที่เคยเล่นแล้วมันรู้สึกว่าชันจังเลย พอไปบ่อย ๆ มันก็ไม่ชันสะแล้ว หรืออย่างสกี ก็อยากลองนะ ยังไม่เคยได้ลองเลย

“คงเพราะคนเราคงอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ เหมือนทหารที่ผ่านหลาย ๆ หลักสูตร เราก็ไม่เข้าใจเขาเหมือนกันว่าเขาอยากข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปทำไม ลองมาเปรียบเทียบกัน เราก็คงเป็นเหมือนเขาในกีฬาที่ชอบ จริง ๆ ตอนนี้อาจจะเพราะเรายังไม่ก้าวข้ามเสต็ปมากเกินไปหรือเปล่า ไม่แน่นะ การก้าวกระโดดข้ามขีดจำกัดมากเกินไป ก็อาจเปลี่ยนความคลั่งไคล้ไปเป็นอย่างอื่นก็ได้”

เอาล่ะคุยกับหนุ่ยจบแล้ว พวกเรากลับไปค้นหาแพสชั่นของตัวเองกันดีกว่า เพราะการทำบางสิ่งบางอย่างด้วยแพสชั่น ด้วยพลังใจที่ลุกโชน มันช่างมีเสน่ห์เหลือเกิน … แล้วทุกคนล่ะมีแพสชั่นเรื่องอะไรบ้าง มาคอมเมนต์บอกกันหน่อย

AUTHOR: เอ็กซ์-พงษ์อมร ต้นสายเพ็ชร
EXPLORER: หนุ่ย-ศุภวัฒน์ ม้วนทอง
PHOTOGRAPHER: หนุ่ย-ศุภวัฒน์ ม้วนทอง, รัชนิกุล สมสกุล, Apichart Dos Ponpuak
GRAPHIC DESIGNER: ตูน-เรืองเพชร ไววิทย์