เมื่อมนุษย์ต้องการการบำบัด และ ดนตรีก็ผูกพันธ์กับพวกเราอย่างแยกไม่ออก ศาสตร์ของ ดนตรีบำบัด จึงได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการฮีลใจ และกลายเป็นกลไกบางอย่างคอยทำงานควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์ในปัจจุบัน
BAANLAESUAN EXPLORERS CLUB มีโอกาสดี ๆ อีกครั้งหนึ่ง ที่ได้รับอนุญาตจากคนไข้ ญาติ ๆ และคุณหมอของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น ให้เข้าไปร่วมสังเกตการณ์กระบวนการเยียวยาผู้ป่วยระยะท้ายของนักดนตรีบำบัดอย่างใกล้ชิดถึงในห้องพัก ได้สัมผัสบรรยากาศจริงในหลากหลายอารมณ์ด้วยกัน
หลังเสร็จงาน เอ๋ – ไพฑูรย์ เพิ่มศิรินิวาส – Music Therapist หรือนักดนตรีบําบัดประจำศูนย์การุณรักษ์ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น พื้นที่ที่ให้บริการดูแลประคับประคองกับผู้ป่วยระยะท้ายในรูปแบบกึ่งบ้าน เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจ เขาเดินมาพร้อมกีตาร์ประจำตัวและนั่งลงคุยกับพวกเราก่อนกลับบ้าน เพื่อคลายข้อสงสัยในหลายเรื่องจากงานที่เขาทำและโชว์ Live Session ที่พวกเราเพิ่งชมไปเมื่อครู่


ดนตรีบำบัด โดยนักดนตรีบำบัด
เอ๋เล่าว่า MUSIC THERAPIST เป็นอาชีพที่ค่อนข้างใหม่ในประเทศไทย ถ้านับเฉพาะภาคอีสานจะมีที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น แห่งเดียวที่มีบริการ หรือหากย้อนไปถึงหลักสูตรการเรียนในด้านดนตรีบำบัดโดยตรง ตอนนี้มีเพียง 3 สถาบันที่เปิดสอนคือที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยขอนแก่น และคุณเอ๋เองก็เป็นนักศึกษารุ่นแรก ๆ ของหลักสูตรที่ ม.ขอนแก่น และเพิ่งมีมาประมาณ 4 ปี เท่านั้น
“ทุกคนอาจจะเคยได้ยินคําว่าเพลงบําบัด ที่สามารถ Search หาฟังได้ตามแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ซึ่งนั่นคือส่วนหนึ่งเท่านั้นครับ แต่นิยามของคําว่า ดนตรีบําบัด ในมุมมองของนักดนตรีบําบัด คือ การใช้ดนตรีและองค์ประกอบของดนตรี โดยมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนไข้กับนักดนตรีบำบัดรวมอยู่ด้วย กระบวนการที่มีรูปแบบครอบคลุมทั้งหมดนี้ ถึงจะเรียกว่าเป็น ดนตรีบำบัด หรือ Music Therapy ครับ สำหรับงานของผมที่พาไปดูเมื่อกี้นี้ คือผมเป็นนักดนตรีบําบัดสำหรับกลุ่มผู้ป่วยระยะประคับประคองหรือระยะท้าย งานหลัก ๆ ของผมก็จะเป็นการสร้างโมเมนต์ที่แฮปปี้ด้วยการนำดนตรีมาทำให้เกิดผลลัพธ์และส่งต่อคุณค่านั้นให้คนไข้มีความสุข ส่งท้ายชีวิตด้วยความสุขจากดนตรี
“ความหมายของผู้ป่วยระยะท้ายหรือระยะประคับประคองนั้นเรียกได้ว่าใกล้จะจากไปแล้ว ซึ่งโดยปกติ เวลาเราป่วยเราก็ต้องรักษาอาการของโรคนั้น ๆ แต่สำหรับผู้ป่วยในระยะดังกล่าวนี้ ทางการแพทย์เรามองว่าโรคที่เป็นอยู่ถึงขั้นร้ายแรงแล้ว การใช้ยาในการรักษาจะไม่ได้ผลและไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่จะมีวิธีอย่างไรบ้างที่ทําให้ในช่วงเวลานี้เขาจะได้รับการดูแลที่หลากหลาย ให้เขามีสุขภาวะที่ดี แล้วก็จากไปอย่างสลบ ซึ่งดนตรีคือส่วนหนึ่งของการประคับประคองเขาในระยะสุดท้ายของชีวิตครับ”

เสียงดนตรีก็เคยบำบัดเขามาก่อน
กับอาชีพที่ยังไม่แพร่หลายในไทย เราอดถามไม่ได้ว่า อะไรทำให้เขาสนใจงานนี้และยึดเอาเป็นอาชีพ เพราะแบ๊คกราวน์ของเขาก็ไม่ได้เรียนด้านดนตรีโดยตรง ที่ผ่านมาก็ได้ร้องเพลงบ้าง ได้เล่นกีตาร์บ้าง แถมอาชีพแรกก็ยังเป็นครูสอนศิลปะด้วย ซึ่งคำตอบที่ได้รับ กลับมากกว่าการเป็นคนชอบเล่นดนตรี
“ดนตรีมันอยู่กับผมตั้งแต่เด็กเลยครับ แล้วก็เคยช่วยบำบัดผมมาแล้วด้วย ผมเป็นเด็กพูดติดอ่าง แต่พอผมได้ฝึกพูดผ่านการร้องเพลงแต่งกลอนแล้วอาการมันก็หายไปเอง ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้จักดนตรีบําบัด รู้แค่ว่าดนตรีมันมีประโยชน์กับเรามาก ในหลาย ๆ โมเมนต์ที่รู้สึกว่าต้องการบําบัดและเยียวยา ดนตรีจะเข้ามามีส่วนตลอด เช่น ตอนเด็กดนตรีช่วยให้พูดสื่อสารได้คล่องขึ้น ช่วงที่อกหักมีปัญหาในชีวิตผมก็แต่งเพลงเพื่อเยียวยาตัวเอง และแต่ละอาชีพที่ผมทำก่อนหน้านี้ทั้ง งานครีเอทีฟ Event production หรือผู้จัดการฝ่ายสื่อสาร ทุกอาชีพจะมีดนตรีมาเกี่ยวข้องหมด ตอนเป็นครูสอนศิลปะเราก็สอนดนตรีด้วย คือดนตรีมันซึมอยู่ในตัวเรา เรามีชีวิตผูกพันกับเสียงดนตรีมาโดยตลอด แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้จักคําว่าดนตรีบําบัด”
จากความผูกพันกับดนตรีในหลายเรื่องราว เขาเริ่มตั้งคําถามถึง ดนตรีบําบัด กระทั่งรู้ว่า ม.ขอนแก่น กำลังจะเปิดหลักสูตรรุ่นแรก เขาจึงตั้งใจสมัครเข้าเรียนในหลักสูตรปริญญาโททันที
“ก่อนเข้าก็มีการสอบปฏิบัติด้วยนะ และความก้าวหน้าของสถาบันฯ นี้ คือ เขาไม่ได้มองว่าเราจบดนตรีมาโดยตรงหรือไม่ แต่ดูว่าเรามีความสามารถทางด้านดนตรีและสามารถประยุกต์ใช้ดนตรีให้เหมาะสมได้ไหม แค่คุณเล่นเครื่องดนตรีอะไรได้บ้าง ผมโชคดีที่ผมเล่นกีตาร์มาตลอด ก็คือเล่นมาตั้งแต่เด็กแล้ว ก็มีการทดสอบว่าถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ คุณจะทํายังไง แล้วเราเป็นประเภทที่ปรับเปลี่ยนหน้างานได้อยู่แล้วด้วย ทางสถาบันก็มองว่าเราต่อยอดจากการเรียนดนตรีบําบัดได้นะ ก็เลยได้เข้ามาเรียน”

เขาเล่าต่อว่า การเรียนตามหลักสูตรเหมือนเปิดโลกอีกใบหนึ่งให้เห็น จากการได้ทําความเข้าใจเรื่องดนตรีบําบัด ที่นำไปเชื่อมโยงกับตัวโรคต่าง ๆ ทางการแพทย์ กับผู้คนในช่วงวัยที่หลากหลาย รวมไปถึงการฝึกงานเป็นนักดนตรีบําบัดจริงที่เขาถูกส่งไปอยู่ประจำอยู่กับผู้ป่วยระยะฟื้นฟู (Rehapbilitation)
“ตอนนั้นเราจะให้ผู้ป่วย Stroke ฝึกเดินโดยใช้ดนตรี ใช้เสียงกลองเป็นจังหวะให้เขาเดินตาม แล้วก็มีอยู่เคสหนึ่งเป็นเด็กอายุประมาณ 8-9 ขวบ มีปัญหาเรื่องของพังผืด หลังการผ่าตัดต้องฝึกยืน เดิน และทุกครั้งที่เขาทำขาก็จะตึงจนร้องไห้ เพราะคงเจ็บปวดมาก ผมสังเกตว่าน้องเขาชอบเปิดเพลงจากโทรศัพท์ฟังตลอด เราก็เลยหยิบกีตาร์ไปคุยกับเขา ถามว่าชอบเพลงอะไรเหรอ น้องบอกชอบเพลงทรงอย่างแบด (เพลงฮิตของวง Paper Planes)
“ผมก็เลยชวนน้องเขาเดินกับเพลง เอาทำนองเพลงที่น้องชอบมาเปลี่ยนเนื้อร้องเป็น เดินอีกนิดก้าวอีกหน่อย เท้าซ้ายพยายามช้าหน่อย กลายเป็นว่าน้องเดินได้ยาวมาก จนคุณหมอประจําคนไข้มาถ่ายคลิปไว้เลย ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าดนตรีมีประโยชน์มาก มันสามารถทํางานควบคู่กับการรักษาทางแพทย์ด้วย แต่ไม่ใช่แบบว่าคุณป่วยแล้วหยิบกีตาร์มาเล่นนะ คือเราพูดว่าดนตรีไม่ได้รักษาตัวโรค แต่เป็นส่วนเสริมที่ทําให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น
“เช่นเดียวกัน เรามีคนไข้ที่พูดออกเสียงไม่ได้ ซึ่งนักบําบัดจะมีการ์ดคําให้พูดตาม เช่น คําว่านาฬิกา ผีเสื้อ พอเขาพูดลําบาก นักดนตรีบําบัดอย่างเราก็เอาคำต่าง ๆ มาร้องเป็นเพลง ให้เขาลองพูดเป็นทํานอง ปรากฎว่าเขาพูดได้ เสียงดังชัดมาก ก็เป็นแนวทางให้ญาตินำไปใช้การสื่อสารเป็นเมโลดี้กับคนป่วยแทน”
เอ๋ตั้งข้อสังเกตว่า ดนตรีกับมนุษย์นั้นอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เกิด หัวใจก็เต้นเป็นจังหวะ การเดินก็เป็นจังหวะ การพูดก็เช่นกัน ที่ดูเหมือนมีท่วงทำนองซ่อนอยู่ในแต่ละประโยค แม้บางคนจะไม่รู้สึกแต่ดนตรีนั้นสอดประสานอยู่กับชีวิตเราทุกคนมาโดยตลอด
“ในแง่ของการบำบัด หน้าที่หนึ่งของนักดนตรีบําบัดที่การทําให้ทุกกระบวนการเห็นเชิงประจักษ์และวัดผลได้ ทุกเคสที่ผมทำจะต้องมีการเขียนรายงาน ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง สามารถวัดผลได้ ซึ่งในต่างประเทศมีงานวิจัยเยอะมากที่รองรับประสิทธิผลของดนตรีบําบัดในแง่ต่าง ๆ ส่วนในประเทศไทยยังเพิ่งเริ่ม อีกหน้าที่ของนักดนตรีบําบัดในไทยคือการทําให้เกิดวิชาชีพมาตรฐาน เมื่อ 3 ปีก่อนเราได้ก่อตั้งสมาคมขึ้นมาชื่อว่า สมาคมดนตรีบําบัดประเทศไทย โดยอาศัยคณาจารย์ที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ ทั้งจากยุโรป ออสเตรเลีย อังกฤษ ช่วยริเริ่มทำกัน”

นักดนตรีบำบัด มีหลายแขนง
อาชีพนักดนตรีบำบัด นอกจากการเรียนมาโดยตรงแล้ว เอ๋มองว่ายังมีแง่มุมที่สำคัญอยู่ 3 ข้อ อย่างแรกคือความสามารถทางด้านดนตรี อย่างที่สองคือควบคุมสถานการณ์ที่หน้างานจริงได้ และสามคือการมีจิตใจเป็นนักบําบัดที่เชื่อว่าการบําบัด ช่วยให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นได้
“เราต้องเชื่อในมุมนี้ด้วย เพราะถ้าผมไปฝึกงานแบบที่ไม่รู้ว่าดนตรีมันจะช่วยอะไรหรือเปล่าผมคิดว่าคนไข้ก็รับรู้ได้ กว่าจะถึงวันนี้ ผมต้องฝึก ต้องเรียนรู้และปรับใช้อย่างเหมาะสม เวลาอยู่หน้างานการอิมโพรไวส์สำคัญมาก เป็นงานที่ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งในการพัฒนาตัวเอง ขณะเดียวกันนักดนตรีบําบัดทุกคนก็มีคาแรคเตอร์ต่างกันไป และอยู่ในบริบทที่หลากหลายได้ เช่น ในโรงเรียนก็ต้องการนักดนตรีบำบัด หรือจะเปิดสถาบันของตัวเองสำหรับคนที่ต้องการดูแลจิตใจ ไม่ต้องทํางานในโรงพยาบาลเสมอไปอย่างที่ผมทํา อยู่ในกลุ่มของผู้ป่วยระยะท้ายซึ่งก็อาจจะซึ้ง ๆ หน่อย แต่คนที่ต้องการการใช้ดนตรีบําบัดมีอีกเยอะมาก มีทุกช่วงอายุไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยทํางาน วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ได้มันได้หมดเลย แล้วแต่ว่าจะไป add on ตรงไหน แล้วใช้ดนตรีบําบัดเข้าไปได้อย่างไร ยังมีผู้ป่วยทางจิตเวช ผู้ป่วยที่เป็นเด็ก รวมไปถึงคนปกติก็ใช้ดนตรีบําบัดได้ครับ แล้วแต่ว่าเราใช้เพื่อประโยชน์ของตัวเองยังไง เช่น ผมเคยเห็นศิลปินที่เป็นนักดนตรี เป็นศิลปิน เขาก็ใช้ในการแต่งเพลงเพื่อบําบัดดูแลตัวเอง หรือแม้แต่หลานผม เวลาเขาร้องไห้ พอเปิดเพลงปุ๊บเขามาเต้น เขาแฮปปี้ไปกับเสียงเพลง นั่นก็เป็นดนตรีบําบัดเหมือนกัน
“อย่างผมเองก็มีเคสที่ดูแลคนไข้โรคซึมเศร้าเป็นเคสไพรเวทด้วย ผมก็ใช้วิธีการเขียนเพลง แล้วเอาเพลงมาพูดคุยว่ามันช่วยเขายังไง บางคนก็เขียนเพลงเศร้าซึ่งมันไม่ได้หมายความว่าเพลงเศร้ามันจะไม่ดี แต่เพลงเศร้าที่เข้าใจมันมีประโยชน์นะ เช่น หากเราเข้าใจความอกหักมันก็โอเคนี่ นักดนตรีบําบัดต้องทําหน้าที่นี้ให้เค้าเห็นว่า อีกด้านของเรื่องนี้มันมีอะไรบ้าง กับคนไข้บางคนที่เค้าเคยพยายามฆ่าตัวตายเราก็พูดคุยว่าเขาได้เรียนรู้อะไรในชีวิตตัวเองบ้าง
“เรามองดนตรีให้เกิดประโยชน์กับตัวเราอย่างไรมากกว่า ฟังเพื่อผ่อนคลายก็โอเคแล้ว แต่ถ้ามันเข้าสู่ขั้นความป่วยในมิติด้านสุขภาพ อาจจําเป็นต้องมีดนตรีผ่านนักดนตรีบําบัดไหม นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เราเชื่อว่าดนตรีมันมีประโยชน์กับทุกคน เป็นดนตรีจากที่ไหนก็ได้ ไม่เจาะจงว่าเป็นเครื่องดนตรีชนิดไหนเลย คนอีสานทําไร่ทํานาฟังเสียงเป่าแคนก็มีความสุขแล้ว”

Miracle Case และ Legacy Song
มีอยู่เคสหนึ่งที่เอ๋เล่าให้ฟัง เรื่องราวประทับใจจากแม่ลูกคู่หนึ่งที่ความสัมพันธ์ไม่ดีเท่าไรนัก พูดจากันน้อยมาก กระทั่งวันหนึ่งลูกสาวป่วย แม้ว่าแม่จะดูแลอยู่ไม่ห่าง แต่บทสนทนาระหว่างกันก็ยังน้อยมาก นอกจากอาการป่วยที่ไม่มีทางรักษาหายแล้ว ปัญหาของเรื่องนี้กลับอยู่ที่ ลูกสาวคิดว่าตัวเองจะหาย ในขณะที่ความจริงถูกเก็บซ่อนอยู่ในหัวใจของแม่ การไม่พูดคุยกันทำให้บอกข่าวร้ายได้ยากขึ้นเป็นเท่าทวี และการมาถึงของเอ๋กับกีตาร์ในมือ ก็เปลี่ยนให้เรื่องราวนี้จบลงได้อย่างสวยงาม
“ผมถามน้องคนไข้ว่าอยากร้องเพลงไหน เธอตอบกลับมาว่า เสมอ ของพงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ ผมเล่นให้ทันที ระหว่างนั้นแม่พูดกับลูกว่า ชอบเพลงนี้เหมือนกันหรอ แล้วทั้งสองก็ร้องเพลงนี้ด้วยกัน หลังจากนั้นก็หันมากอดกัน ร้องไห้ด้วยกัน ได้เปิดใจพูดคุยกันจนทั้งคู่ปลดล็อกสิ่งที่อยู่ในใจทั้งหมด”
เอ๋เล่าต่อว่า นอกจากเคสที่ว่า เขามีเคสประทับใจอีกเพียบ อย่างเคสวันนี้ก็ใช่ (เคสผู้ป่วยมะเร็ง-ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) แต่ถ้าจะต้องเล่า เขาขอย้อนไปเคสแรกในตอนฝึกงาน
“ผมจะพูดถึงเคสนี้ทุกครั้งที่เล่าถึงสถาบันหรือมีโอกาสไปเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องดนตรีบำบัด และขออนุญาตคนไข้ไว้ตั้งแต่ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ เป็นเรื่องของคุณแม่ที่เป็นอดีตผู้อํานวยการโรงเรียน ท่านก่อตั้งโรงเรียนเอกชนขึ้นมา เป็นคนสู้ชีวิตมาก ทํางานจริงจัง จนกระทั่งป่วยเป็นมะเร็ง เคยรักษาจนหายแล้วก็กลับมาเป็นอีก และครั้งนี้เป็นระยะแพร่กระจาย
“ความรู้สึกที่เราได้รับรู้จากคนไข้คือ เขาสู้และคิดว่ามันจะหายเพราะเขาเป็นนักสู้มาตลอด เขาทุกข์มากเพราะอยากกลับไปเป็นคุณครูอีก แม้กระทั่งลูกศิษย์ก็อยากให้ ผอ.กลับไป และเหมือนทุกครั้งที่ผมใช้ดนตรีเข้าไปคุย ท่านเล่าให้ฟังว่าตัวท่านมีหลักยึดประจำใจว่า คิดดี พูดดี ทําดี มีคุณธรรม ที่คอยบอกคนอื่นตลอด ตอนนั้นผมกําลังเล่นเพลงอะไรสักอย่างอยู่ ก็เลยบอกว่าคุณแม่ครับเราเอาโอวาทนี้มาแต่งเพลงกันไหม เป็นเพลงชื่อว่า คิดดี เล่นไปสด ๆ เลย พอแต่งเพลงจบ ท่านก็อยากให้เพลงนี้เป็นของขวัญกับเด็กๆ อยากจะถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ไปสู่คนอื่น เราก็เอาเครื่องบันทึกเสียงเข้าไปแล้วให้น้องนักดนตรีบําบัดช่วยกันบันทึกเสียงที่ห้องนั้นเลย และคนไข้หันมาบอกลูกสาวว่า ช่วยไรท์เพลงนี้แจกในวันงานศพหน่อย มันเหมือนกับว่าเขาพร้อมจะจากไปแล้ว”
น่าเสียดายที่ปฏิหารย์ไม่มีจริง หลังจากนั้นไม่ถึง 2 เดือน เอ๋ทราบข่าวการจากไปของ ผอ. ยอดนักสู้ท่านนั้นพร้อมด้วยคำขอบคุณที่ฝากมาถึง กลายเป็นความประทับใจที่ทำให้เอ๋รู้สึกว่า ดนตรีนั้นได้ทําหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบ

งานที่รัก ท่ามกลางความเศร้า
พวกเรามีประสบการณ์ร่วมจากการเข้าไปอยู่ในห้องผู้ป่วยคอยสังเกตการณ์งานที่เอ๋ทำ เขาบอกว่าสิ่งนี้คืองานที่เขาทำอย่างมีความสุข แม้ความจริง เขารู้ดีว่าผู้ชมตรงหน้าก็จะจากไปในวันหนึ่ง แค่เราคิดภาพตามก็อึดอัดใจอยู่ไม่น้อย แล้วสำหรับเอ๋ ที่ต้องทำเรื่องนี้อยู่ทุกวัน เขาคิดแบบไหน
“อาชีพผมก็เป็นแบบนี้ครับ บางเคสทำไม่กี่ครั้งคนไข้ก็จากไป เราคิดได้แค่ว่า ณ โมเมนต์นั้น เราจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุดและมันเป็นความสุขนะ แต่ในช่วงแรกที่ทำ มันก็เอาไม่ออกจากความรู้สึกเหมือนกัน เรารู้สึกว่าเราทําได้มากกว่านั้น อยากจะมาทําอีกในรอบหน้า แต่ต่อมาคนไข้เขาก็ไม่อยู่แล้ว เหตุการณ์แบบนี้เกิดบ่อยขึ้น จนเราได้เรียนรู้ และรู้เท่าทันความรู้สึกตัวเอง
“โชคดีที่การเป็นนักดนตรีบําบัด เรามีเป็นที่ปรึกษา มีคนที่คอยบำบัดเราอีกทีหนึ่งด้วย แต่ผมว่าทําวันนั้นให้ดีที่สุดแล้วมันจะไม่เสียใจ ในทุกวันต่อให้มันเศร้า มันก็คือความเศร้าของโมเมนต์นั้น ความสุขก็เป็นโมเมนต์นั้น พอกลับไปผมก็ไม่เอาอะไรติดตัวกลับไป ทําโดยไม่ต้องสนใจว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่ ทําให้ดีที่สุด ซึ่งแนวคิดนี้ประยุกต์ใช้กับเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตได้เยอะเลยนะ”
เป็นบทสนทนาที่ดีที่ได้รู้ว่านักดนตรีบําบัด ก็มีจุดที่ต้องการบําบัดเหมือนกัน ซึ่งสำหรับเอ๋ เขาบอกว่ามีอยู่ 2 แบบ อย่างแรกคือ ระหว่างที่ได้เล่นดนตรีบำบัด ตัวเขารู้สึกเหมือนได้บำบัดไปด้วย เช่น เมื่อเพลงพูดถึงความรักเขาได้ความรักกลับมา หรือแต่แง่คิดคำอวยพรจากคนไข้ถือเป็นการบำบัดทั้งหมด ส่วนอย่างถัดมา อาชีพนักดนตรีบำบัดมีกลุ่มก้อนที่เหนียวแน่น พร้อมรับฟังเยียวยาซึ่งกันและกัน มากกว่านั้นยังมีคนในครอบครัวที่ซัพพอร์ต ตลอดจนอาจารย์ที่ปรึกษาที่คอยดูติดตามอยู่เสมอ ว่าตัวเขาเป็นอย่างไร สะสมความเศร้าเอาไว้กับตัวหรือไม่ เพราะบางครั้ง ความรู้สึกที่ดูเหมือนจะจัดการได้ ความเป็นจริงก็อาจจะไม่ใช่
เอ๋เล่าถึงตัวเองอีกว่า ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้เป็นคนเฟรนลี่ยิ้มเก่งอย่างที่เห็น การสำรวจหัวใจตัวเองจนรู้เท่าทันความโกรธง่ายของตัวเองทำให้เขาต้องคอยกดความโกรธเอาไว้ในส่วนลึกจนเหมือนลูกโป่งรอวันแตก ซึ่งในวันที่มันระเบิดออกก็รุนแรงมาก แต่ปัจจุบันนี้เขากลายเป็นคนใหม่แล้ว
“ผมเองก็ไม่ใช่คนที่ดีนะเมื่อก่อนเป็นคนที่ขี้โกรธมาก เราก็ไม่อยากจะโกรธคนอื่น เราก็เลยไปเรียนรู้การขอบคุณในทุกวัน แต่ก็ไม่รู้จะขอบคุณใครดี ผมก็เลยชาเลนจ์ตัวเองด้วยการสร้างแฟนเพจเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีคนมาติดตามนะ เราจะเอาไว้บันทึกว่าทุกวันเราจะขอบคุณ 5 สิ่งก่อนนอน ผมทําอยู่ 777 วัน ตอนนี้หยุดไปแล้ว
“ในวันแรกมันยากมากเพราะเรามองโลกเป็นสีหม่นมาก ไม่มีอะไรต้องขอบคุณสักหน่อย พอเริ่มเห็นอะไรง่าย ๆ เช่น ขอบคุณวันนี้ที่พี่มาคุยด้วยนะครับ ขอบคุณที่วันนี้แอร์เย็นมากเลย ขอบคุณที่คนไข้ Feedback กลับมา เป็นต้น พอทําได้เรื่อย ๆ มันง่ายขึ้น จนวันนึงผมพูดขอบคุณจนเป็นธรรมชาติ เราค่อยๆพัฒนาตัวเองไปในทางที่ถูกที่ควร แต่เราต้องถามตัวเองก่อนว่า เราอยากพัฒนาอะไร ในตอนนี้ความโกรธมันก็ยังอยู่นะ แต่มันเป็นเพื่อนเรา ไม่ได้เป็นศัตรู เราจัดการความโกรธได้ดีขึ้น ไม่ได้หายไป แต่เราจัดการได้ ดูแลมันได้ สามารถบอกคนอื่นได้ว่าตอนนี้เราโกรธนะเราขอเวลาดูแลตัวเองก่อน มันรู้ทันได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ”


ฉากจบที่งดงามของภาพยนตร์ชีวิต
สำหรับเอ๋ ผู้ที่ทำงานกับช่วงเวลาสุดท้ายของหลาย ๆ ชีวิต การเห็นภาพการจากลาจนชาชิน ทำให้เขาเข้าใจโลกใบนี้ได้มากขึ้น และมองเห็นความไม่จีรังยั่งยืนของชีวิตได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งทำให้เขามองไกลไปถึงอนาคตของตัวเองด้วยเช่นกัน
“ถ้าผมอยู่ในโมเมนต์นั้นหรอ? ผมว่าตอนนั้นคงเป็นช่วงที่จะเห็นความเป็นจริงว่าของชีวิตนะ และเราสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นยังไง มากกว่านั้น การจากไปของเราไม่ได้มีแค่เราแต่ยังมีผู้คนอีกมากมาย ผมคิดว่า ตัวเราได้ฝากคุณค่าอะไรไว้ให้คนที่อยู่ในเขาได้มูฟออนต่อไปบ้าง ให้ระยะท้ายเป็นการสร้างภาพยนตร์สุดท้ายในชีวิตที่มันสวยงาม
“จริง ๆ ผมเองทําพินัยกรรมชีวิตไว้เรียบร้อยแล้ว เขียนความต้องการระยะท้ายของเราแล้ว อัดวีดีโอด้วย บริจาคร่างกายด้วย ได้สื่อสารกับญาติ ๆ ว่าเราต้องการแบบนี้นะ รวมไปถึงเราก็แต่งเพลงสำหรับช่วงเวลาสุดท้ายให้กับตัวเองด้วย แล้วพอเราเตรียมไว้แล้วถ้าวันหนึ่งจะจากไป ถึงช่วงแรกมันจะมีความกลัวแต่หลัง ๆ มามันน้อยลงแล้ว เรารู้สึกว่าการจากไปมันก็เป็นสภาวะหนึ่งเท่านั้น สังเกตว่าทุกครั้งที่คนไข้สื่อสารเรื่องเหล่านี้กับญาติไว้ล่วงหน้า มักจะทำให้ทุก ๆ นั้นง่ายขึ้นมาก ทั้งกับญาติ กับบุคลากรทางการแพทย์ หรือแม้แต่ตัวคนไข้เอง และในปัจจุบันเรื่องเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่กฎหมายก็รองรับแล้ว”
สำหรับเอ๋ เขาเชื่อมโยงความสำเร็จของงานที่ทำ กับ ฉากสุดท้ายของภาพยนตร์ชีวิตเขาเอาไว้อย่างสอดคล้องกัน ด้วยการดำรงอยู่อย่างมีคุณค่า ทั้งต่อตัวเองและต่อคนอื่น ซึ่งในเรื่องนี้ใครก็ตามก็นำไปใช้ได้ และวัดผลได้จากมาตรวัดในหัวใจทุกคน
“ผมเป็นคนตั้งคําถามกับชีวิตค่อนข้างเยอะ เราเกิดมาแล้วคุณค่าคืออะไร ผมให้คำตอบตัวเองว่า คือคุณค่าที่แท้ในตัวเราและในใจเรา การเป็นนักดนตรีบําบัด ผมเต็มที่กับมันมาก ๆ แล้วผลที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมันเป็นคุณค่าในชีวิตของผมเองด้วย โดยไม่ต้องวัดผลในเชิงตัวเลขหรือปริมาณ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าโมเมนต์นั้น คนไข้ได้รับผลอย่างไร สิ่งนี้มันคอยบอกตัวเองอยู่เรื่อย ๆ ว่าเรามาถูกทางแล้ว และยังตอบตัวเองได้ด้วยว่า วันหนึ่งที่เราจากไป สิ่งที่เราฝัน สิ่งที่เป็นเราในชีวิตนี้ โอเคมาก ๆ แล้ว” เอ๋ กล่าวทิ้งท้าย
EXPLORERS: เอ๋-ไพฑูรย์ เพิ่มศิรินิวาส
AUTHOR: เอ็กซ์-พงษ์อมร ต้นสายเพ็ชร
PHOTOGRAPHER: เจมส์-อนุพงษ์ ฉายสุขเกษม
GRAPHIC DESIGNER: ตูน-เรืองเพชร ไววิทย์
