Type and press Enter.

กรรณิการ์  เปรมใจ   

นักโบราณคดีสาวจากบ้านแหลม นักขุดค้นพบจากดอนยายทอง

บี-กรรณิการ์  เปรมใจ  แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

ระหว่างที่ขับรถมุ่งหน้าสู่แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมาในหัว… ‘ถ้าเกิดขับๆ อยู่แล้วทะลุมิติย้อนเวลาไปในอดีตขึ้นมาจะทำยังไง’ ฟังดูอาจจะเหมือนคนเพ้อเจ้อ แต่เชื่อเถอะว่าใครที่กำลังเดินทางไปสัมผัสร่องรอยประวัติศาสตร์นับพันปีไม่ว่าที่ไหน ก็คงอดคิดเรื่องแบบนี้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นพล็อตหนังทะลุมิติข้ามเวลาคงไม่ฮิตมาจนถึงทุกวันนี้หรอก จริงไหมครับ

ความคิดสนุกๆ สะดุดลงเมื่อรถจอดสนิท ภาพที่เห็นตรงหน้าคือหลุมขุดค้นที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว ทีมงานหลายคนกำลังง่วนอยู่กับการจัดการอะไรบางอย่างใต้ผืนดินอย่างขะมักเขม้น

“สวัสดีครับคุณบี” ผมเอ่ยทักทายนักโบราณคดีหญิงผู้นำทีมขุดค้นในครั้งนี้ เมื่อเห็นเธอยังคงยุ่งอยู่กับงานตรงหน้าจึงรีบออกตัว “ตามสบายเลยนะครับ ผมรอได้”

คุณบี-กรรณิการ์  เปรมใจ เป็นนักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี ที่พวกเราชาวบ้านและสวน Explorers Club อยากสนทนาด้วยความอยากรู้ถึงวิชาชีพ และแรงบันดาลใจในการทำงานของเธอ เลยทำให้เกิดการนัดหมายและพูดคุยกันครั้งนี้

“เรากำลังดำเนินการตัดยกแท่นโครงกระดูกโดยใช้ PU โฟม บล็อกแท่นดินโครงกระดูกมนุษย์โบราณ เพื่อเข้าสู่กระบวนการอนุรักษ์และทำความสะอาดก่อนที่จะนำไปศึกษาและวิจัยต่อไปค่ะ” คุณบีหันมาอธิบายขั้นตอนการทำงานให้ผมฟังระหว่างที่เรากำลังมองหาที่ร่มๆ นั่งคุยกัน “เราต้องใช้โฟมล้อมกรอบตัวดินเอาไว้ไม่ให้โครงกระดูกผิดรูป งานนี้เรามีทีมนักวิทยาศาสตร์จากกรมศิลปากรลงพื้นที่มาช่วยดูแลด้วยค่ะ”

บรรยากาศความวุ่นวายปนความพิถีพิถันหน้าปากหลุมขุดค้น คือฉากทักทายแรกที่ดึงผมกลับจากจินตนาการทะลุมิติ สู่โลกแห่งความเป็นจริงของการทำงานโบราณคดี ก่อนที่เราจะนั่งลงพูดคุยกันเพื่อทำความรู้จักกับชีวิต วิธีคิด และเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นดินของดอนยายทอง

แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

อินเดียน่า บี 

เมื่อพูดถึงอาชีพ “นักโบราณคดี” หลายคนอาจจะนึกถึงภาพการผจญภัยแบบอินเดียน่า โจนส์ การขุดค้นหาสมบัติล้ำค่า หรือการไขปริศนาลี้ลับ แต่ในความเป็นจริง ชีวิตของคนที่คลุกคลีอยู่กับเศษซากแห่งอดีตนั้นลึกซึ้งและเรียบง่ายกว่านั้นมาก ซึ่งแน่นอนว่าต่างจากสิ่งที่เราได้เห็นจากในหนังอินเดียน่า โจนส์

วันนี้เราจะพาไปนั่งคุยสบายๆ กับ คุณบี-กรรณิการ์  เปรมใจ หัวหน้าชุดขุดค้นแหล่งโบราณคดีดอนยายทอง จังหวัดเพชรบุรี หญิงสาวผู้ใช้แปรงค่อยๆ ปัดเป่าฝุ่นผงของกาลเวลา เพื่อค้นหาคำตอบว่า “เราเป็นใคร และมาจากไหน” การพูดคุยครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองเรื่องหลักๆ คือ ตัวตนเบื้องหลังการเป็นนักโบราณคดี และความลับที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนดินดอนยายทอง

เริ่มจากสะสม สู่เส้นทางนักขุดค้น

เธอเกิดและโตที่อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เธอคนนี้ ไม่เคยรู้จักเลยว่า “โบราณคดี” คืออะไร เธอเป็นเพียงเด็กต่างจังหวัด ลูกชาวสวนแถววัดเขาตะเครา สิ่งหนึ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในตัวตนของเธอตั้งแต่ตอนนั้น คือความเป็น “คนชอบเก็บ”

“บีเป็นคนชอบเก็บของเก่าที่เป็นของตัวเองค่ะ สมุดพก หนังสือเรียน การ์ตูน เก็บมาตั้งแต่เด็ก เชื่อไหมว่าทุกวันนี้กระปุกออมสินตั้งแต่สมัยประถมยังเก็บอยู่เลย ยังใส่เงินไม่เต็มด้วยนะ”

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอตัดสินใจก้าวเข้าสู่โลกโบราณคดี เกิดขึ้นในช่วง ม.5 – ม.6 เมื่อเธอได้รับโควตาของมหาวิทยาลัยศิลปากร ประกอบกับกระแสละครเรื่อง “ขุนเดช” ที่กำลังดัง และความเข้าใจง่ายๆ ในวัยเด็กที่ว่า ‘เรียนคณะนี้คงได้เที่ยว’

พอได้เข้าไปสัมผัสจริงๆ เธอกลับหลงรักวิถีชีวิตแบบ “โบราณศิลปากร” ที่ทุกคนสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ได้ลงพื้นที่ลุยงาน และได้เห็นในสิ่งที่คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้เห็น ความแน่วแน่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1 เมื่ออาจารย์ถามว่าจบไปอยากเป็นอะไร เธอคือหนึ่งในคนที่ยกมือและตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนว่า “จะเป็นนักโบราณคดี” และตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ เธอไม่เคยเป๋ไปทางอื่นเลยแม้ว่าเพื่อนร่วมรุ่นหลายคนจะผันตัวไปทำอาชีพอื่นที่หลากหลาย ทั้งแอร์โฮสเตส ช่างภาพมืออาชีพ
ภัณฑารักษ์ หรือเจ้าของธุรกิจส่วนตัวก็ตาม

สติและจรรญาบรรณ


เมื่อถามถึงเสน่ห์ของการใช้แปรงค่อยๆ ปัดดินออกจากวัตถุโบราณชิ้นเล็กๆ คุณบีตอบได้อย่างน่าสนใจว่า มันคือการฝึก “สติ”

“มันทำให้เรานิ่งค่ะ บีรู้ตัวว่าเป็นคนใจร้อน แต่เวลาได้ทำงาน มันเหมือนใจเราได้จดจ่อ ถ้าเราใจร้อนเมื่อไหร่ อยากรู้อยากเห็นมากเกินไป ของที่เราปัดมันจะพัง สมัยเรียนเราเคยใจร้อน รีบปัดจนกระดูกหลุด ลูกปัดหลุด มันสอนเราว่าถ้าไม่ตั้งใจ หรือลงแรงมากเกินไป ของจะเสียหาย”

และเมื่อต้องทำงานอยู่กับวัตถุโบราณที่อาจมีมูลค่ามหาศาล คำถามคลาสสิกคือ “เคยมีความโลภเกิดขึ้นบ้างไหม”

คำตอบของคุณบีคือ “ไม่มีเลยแม้แต่นิดเดียว”

เธอได้รับการปลูกฝังจากอาจารย์สุรพล ปิ่นธุ ตั้งแต่สมัยออกภาคสนามที่แหล่งโบราณคดีโป่งมะนาว อาจารย์สอนให้เห็นว่า แค่เราค้นพบ เราก็มีความสุขแล้ว ไม่จำเป็นต้องครอบครอง ยิ่งไปกว่านั้น คุณบียังยึดมั่นในเรื่องของจรรยาบรรณอย่างสูงสุด

“ของพวกนี้มีอาถรรพ์นะคะ ถ้าเราเอากลับบ้าน มันคือการทำลายจรรยาบรรณวิชาชีพ และถ้าจรรยาบรรณเราถูกทำลาย ‘เกราะคุ้มครอง’ ของเราก็จะถูกทำลายไปด้วย ทุกวันนี้ที่บีไปทำงานที่เปลี่ยว ที่อันตราย ขึ้นเขาลงห้วย หรือเจอที่งูชุมๆ เราไม่เคยเป็นอะไรเลย เพราะเรามีเกราะคุ้มครอง ตราบใดที่เราซื่อสัตย์ในวิชาชีพ สิ่งนั้นจะคุ้มครองเรา”

แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

ประสบการณ์เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด

เมื่ออยู่หน้างาน เครื่องมือที่สำคัญที่สุดไม่ใช่อุปกรณ์ราคาแพง แต่คือ “ประสบการณ์”

งานโบราณคดีไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ละแหล่งขุดค้น บริบท สภาพดิน หรือแม้แต่ลูกน้องที่มาร่วมงาน ล้วนแตกต่างกัน อย่างที่ดอนยายทอง การค้นพบเกิดขึ้นโดยบังเอิญในหน้าแล้งที่ดินแข็งมาก การแก้ปัญหาหน้างาน ทั้งการเลือกใช้อุปกรณ์ หรือแม้แต่การวางผังและกำหนดจุดอ้างอิง (Grid Point) ที่ต้องทำย้อนกลับจากปากหลุมลงไป ทั้งหมดนี้ต้องอาศัยทักษะความเข้าใจและความยืดหยุ่นที่มาจากประสบการณ์จริง

แล้วถ้าขุดไปเป็นเดือนๆ แล้วไม่เจออะไรเลยล่ะ

“การไม่เจออะไร ก็คือคำตอบค่ะ คำว่าไม่เจอ ไม่ใช่ว่าเราล้มเหลว แต่มันแปลว่าไม่มีหลักฐานตรงนั้น มันช่วยตอบบริบทได้ว่าพื้นที่นั้นไม่ใช่ที่อยู่อาศัย แต่ใช้อย่างอื่น”

อุปสรรคเรื่องความร้อนหรือความเหนื่อยยาก ไม่เคยทำให้ลูกชาวสวนอย่างเธอย่อท้อ แต่สิ่งที่ทำให้เหนื่อยใจที่สุดกลับเป็น “คน” และกระแสดราม่าต่างๆ ที่เข้ามากระทบกระเทือนความตั้งใจ ทว่าท้ายที่สุด ความรักในอาชีพก็ยังคงเป็นเข็มทิศดึงเธอกลับมาโฟกัสที่งานเสมอ

แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

แหล่งโบราณคดีดอนยายทองบอกอะไรเรา

แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

เมื่อทองคำและเศษดินมีค่าเท่ากัน

คนทั่วไปอาจตื่นเต้นเมื่อได้ยินว่ามีการขุดพบ “แหวนทองคำ” ที่ดอนยายทอง แต่สำหรับนักโบราณคดี คุณค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัววัตถุ

“คนอื่นอาจมองว่าทองคำมีค่า แต่สำหรับบี ทุกอย่างมีค่าหมด ไม่ว่าจะเป็นโครงกระดูก ลูกปัด หรือเศษภาชนะดินเผา เพราะทุกอย่างบอกเล่าเรื่องราว มูลค่าทางวิชาการมันเท่ากันหมด สิ่งที่เราต้องการค้นหาคือคำตอบว่า เขาเป็นใคร  เขามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง  เขาอายุเท่าไหร่  และเกิดอะไรขึ้นที่นี่

เมื่อลองให้คุณบีจินตนาการภาพดอนยายทองย้อนกลับไปเมื่อ 2,000-3,000 ปีก่อน เธอเล่าว่าที่นี่น่าจะเป็นชุมชนที่มีเส้นทางเชื่อมต่อกัน สภาพแวดล้อมคงเป็นป่าทึบมากกว่าปัจจุบัน พื้นที่นี้เชื่อมโยงกับโบราณสถานร่วมสมัยอย่างเขาทะโมน หรือฝั่งถนนเพชรเกษมที่ย้อนไปถึงชะอำได้ ซึ่งเป็นแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดี อายุต่างกันแต่มันบอกอะไรบางอย่างว่ามันเคยมีชุมชนแน่นอน

กลุ่มคนในอดีตอาจเป็นชุมชนท้องถิ่น หรืออาจเป็นเส้นทางคาราวานพ่อค้าที่มีการแวะพักตั้งถิ่นฐานชั่วคราว สิ่งที่น่าสนใจคือ คนสมัยก่อนไม่ได้ “ล้าหลัง” อย่างที่เราคิด ในยุคสมัยของพวกเขา พวกเขาก็คือคนรุ่นใหม่ที่ทันสมัยที่สุด การสร้างบ้านแปงเมือง หรือเส้นทางสัญจรต่างๆ ล้วนมีพัฒนาการที่ส่งต่อมาถึงปัจจุบัน

“เส้นทางเดินในสมัยโบราณ มันพัฒนามาเป็นทางเกวียน และกลายเป็นถนนในปัจจุบัน เหมือนถนนท้าวอู่ทอง คนปัจจุบันเวลาย้อนกลับไป ก็คงไม่คิดจะไปถางป่าใหม่หรอกค่ะ เราก็ใช้เส้นทางที่เคยเดินทุกวันนี่แหละ พัฒนาให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ”

แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

ความพิเศษของดอนยายทอง

ในสายตาของคนทั่วไปคงมองได้แค่ว่า แหล่งโบราณคดีที่ถูดขุดค้นพบก็คงเหมือนๆกัน เล่าคล้ายๆกัน แต่สำหรับที่ดอนยายทองนั้นแตกต่าง 

“แค่เจอการฝังศพร่วมกับกลองมโหระทึกก็สะดุดตาแล้ว การฝังศพที่ซ้อนๆกัน เครื่องอุทิศ โลหะ สัมฤทธิ์ครอบศรีษะ วางลำตัวตกแต่งเครื่องกายด้วยวัตถุมีค่า อย่างทองคำ ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน มันคือความพิเศษที่ทำให้ดอนยายทองไม่ธรรมดา” 

“ตอนที่บีขุดพบ เราเจอลักษณะการจัดวางบริบทหลุมศพที่น่าทึ่งมากค่ะ เริ่มจากการใช้กลองมโหระทึกวางเป็นฐาน จากนั้นจึงวางร่างผู้เสียชีวิตลงไป แล้วนำภาชนะดินเผามาวางเรียงกั้นเป็นแนวล้อมรอบเอาไว้ สิ่งที่น่าสนใจคือ เราพบโครงกระดูกหลายร่างที่ถูกฝังซ้อนกันในคราวเดียว

นอกจากนี้ ร่างเหล่านี้ยังได้รับการตกแต่งอย่างประณีตมาก เต็มไปด้วยเครื่องประดับที่สวมใส่ให้ผู้ตาย ทั้งแหวนทองคำ กำไลทองคำ ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหินจี้ทองคำ และกำไลข้อเท้าสำริด เปรียบง่าย ๆ คือ ถ้าสมมติบีเสียชีวิตในยุคนั้น เขาก็คงแต่งตัวให้ศพอย่างดีที่สุด สวมเสื้อประดับลูกปัด ใส่เครื่องครอบศีรษะสำริด จัดวางอย่างสมเกียรติก่อนจะถมดินทับ

หากถามว่าความพิเศษของแหล่งขุดค้นนี้คืออะไร บีมองว่ามันพิเศษในทุก ๆ รายละเอียดเลยค่ะ ทุกสิ่งที่คนยุคนั้นทำล้วนมีนัยยะแฝงอยู่ มีความตั้งใจ และมีเหตุผลรองรับเสมอ เพียงแต่ในตอนนี้ เราอาจจะยังถอดรหัสหาเหตุผลทั้งหมดของพวกเขาไม่ได้เท่านั้นเอง”

แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

กลองมโหระทึกกับศพ

อย่างที่ทราบจากคุณบีว่าการพบกลองมโหระทึกที่ฝังร่วมกับศพมันทำให้การขุดครั้งนี้ว้าวมาก คุณบีอธิบายว่า “กลองมโหระทึกส่วนใหญ่ที่เคยพบในประเทศไทย มักจะถูกค้นพบโดยบังเอิญจากชาวบ้าน ซึ่งมักจะถูกขุดและเคลื่อนย้ายขึ้นมาแล้วก่อนที่จะแจ้งนักโบราณคดี การได้ขุดค้นพบกลองมโหระทึกที่ยังฝังอยู่ในชั้นดินเดิม ตำแหน่งเดิม โดยที่ยังไม่มีใครไปแตะต้อง (In situ) จึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากในประเทศไทย” 

“การที่ชาวบ้านขุดกลองขึ้นมาแล้ว ทำให้หลักฐานแวดล้อมถูกทำลาย นักโบราณคดีจึงมักจะเจอแค่ “ตัวกลอง” โดด ๆ แต่การพบแบบ In situ ในครั้งนี้ ทำให้เราเห็นบริบททั้งหมดว่า กลองถูกวางไว้ตรงไหน วางร่วมกับอะไร (เช่น วางเป็นฐานรองศพ มีภาชนะดินเผาล้อมรอบ มีศพใส่เครื่องประดับจัดเต็มอย่างที่เล่าในตอนที่แล้ว) ข้อมูลแวดล้อมเหล่านี้มีค่ามากกว่าตัวโบราณวัตถุเพียงชิ้นเดียวเสียอีก”

แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง

“การพบกลองอยู่กับโครงกระดูกที่ถูกจัดวางอย่างตั้งใจ เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่า กลองมโหระทึกไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดนตรีตีให้จังหวะ แต่ถูกนำมาใช้ใน “พิธีศพของบุคคลสำคัญ” อย่างชัดเจน การใช้กลองสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่มาเป็นส่วนหนึ่งของการฝังศพ สะท้อนให้เห็นถึงสถานะทางสังคมที่สูงส่งของผู้ตาย และความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายที่ซับซ้อนของชุมชนโบราณนั้น”

พูดง่าย ๆ คือ ความพิเศษไม่ได้อยู่ที่ตัวกลอง แต่อยู่ที่ “เรื่องราวที่มาพร้อมกับกลอง” ซึ่งการค้นพบครั้งนี้มอบจิ๊กซอว์ชิ้นใหญ่ที่ขาดหายไปให้กับประวัติศาสตร์นั่นเองครับ

การพูดคุยกับคุณบี ทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า นักโบราณคดีไม่ใช่แค่นักขุดหาสมบัติ แต่พวกเขาคือ “นักต่อจิ๊กซอว์แห่งกาลเวลา” ที่ใช้สติ ความอดทน และจรรยาบรรณ เป็นเครื่องมือในการเปิดเผยเรื่องราวของบรรพบุรุษ 

แหล่งโบราณคดีทุกแห่งทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่ดอนยายทอง หรือที่อื่นๆ ล้วนเป็นเสมือน “บันทึกหน้าสำคัญ” ที่บอกเล่ารากเหง้าของเรา เศษดิน เศษกระดูก หรือเครื่องปั้นดินเผาที่ดูไร้ราคาในสายตาคนทั่วไป แท้จริงแล้วคือกุญแจดอกสำคัญที่จะไขความลับแห่งอดีตให้เราได้เรียนรู้และเข้าใจปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น

AUTHOR/PHOTOGRAPHER: ตู่-ไตรรัตน์ ทรงเผ่า
EXPLORER: บี-กรรณิการ์  เปรมใจ 
GRAPHIC DESIGNER: ตูน-เรืองเพชร เวชวิทย์
ภาพประกอบโบราณวัตถุจากสำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี

ไตรรัตน์ ทรงเผ่า