ชายวัยเกษียณที่ออกเดินทาง เที่ยวหิมาลัย แบบช้า ๆ ด้วยจักรยานคู่ใจ ตั้งใจจะสัมผัสเรื่องราวระหว่างทางและเห็นโลกให้ชัดขึ้น
ตัวเลขอายุไม่ได้อยู่ในสมการของมอริส แลมเบรตต้า เพราะเขาไม่ยอมให้มันเป็นข้อจำกัดของการเดินทาง และเชื่อว่าถ้าหากหัวใจยังหนุ่มและวางแผนออกแบบการเดินทางให้เหมาะกับตัวเองได้ การออกไปสัมผัสโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ
พวกเราตื่นเต้นกันมากนับจาก น้ามอริส-ธีระ ผุดผ่อง หรือ มอริส แลมเบรตต้า ตอบรับการสัมภาษณ์กับพวกเรา BAANLAESUAN EXPLORERS CLUB ครั้งนี้ เพราะหลาย ๆ การเดินทาง เที่ยวหิมาลัย ที่ผ่านมาของน้ามอ เป็นสิ่งที่สำหรับเรามันเกิดขึ้นได้ไม่ง่ายนัก ทั้งในแง่ของการวางแผน จัดสรรเวลา และค่าใช้จ่าย ปัจจัยเหล่านี้เข้ามาเป็นข้อจำกัดในชีวิต ที่ทำให้แพลนเที่ยวสนุก ๆ ที่คิดกัน ถูกเก็บลงไปยังก้นบึ้งของความเป็นไปได้ การรับรู้เรื่องราวของน้ามอจึงเป็นความตื่นตาตื่นใจ เหมือนกับอยู่ดี ๆ ก็มีใครคนหนึ่งลุกขึ้นมาทำความฝันของเราให้เป็นจริง
ปัจจุบัน น้ามอเป็นชายวัยเกษียณที่ผันตัวมาเป็นช่างซ่อมดัดแปลงตัวถังจักรยานที่ได้รับการยอมรับในกลุ่มคนสะสมจักรยานอย่างมาก ทำให้ครั้งนี้เราเลยขอยึดพื้นที่ช็อปที่น้ามอใช้ทำงานช่าง เป็นสถานที่พูดคุยถึงเรื่องราวการเดินทางระยะไกลด้วยจักรยานที่ผ่านมา เป็นบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดการนัดพบกันในครั้งนี้

ช้าลงหน่อย ค่อย ๆ ไป
ทริปของเขาเริ่มต้นมาจากความชื่นชอบในการเดินทางมาตั้งแต่หนุ่ม ๆ ในอดีตน้ามอมีรถแลมเบรตต้าที่ทั้งเก็บสะสม ทั้งเป็นเพื่อนเที่ยว เป็นพาหนะคู่ใจที่ไปไหนไปกันเสมอ จนกลายเป็นชื่อ มอริส แลมเบรตต้า แต่อยู่ดี ๆ เขาก็พาตัวเองมาคร่อมอานจักรยานเสียอย่างนั้น
“แค่ตอนนี้การเดินทางด้วยความเร็วเป็นสิ่งที่เราไม่ได้ต้องการละ เราอยากไปช้า ๆ สบาย ๆ เราไม่ได้รีบร้อน แต่ว่าเป้าหมายต้องถึง การไปด้วยมอเตอร์ไซค์จะเห็นภาพไว ๆ มันก็จะซึมซับอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเราไปด้วยจักรยาน เราจะมองเห็นสรรพสิ่งรอบตัวได้ชัดขึ้น ต้นไม้ ดอกไม้ แมลง เรารู้สึกว่าโอ้โห ความสุขมันอยู่รอบตัวเรา”
ในเมื่อมันพาไปถึงเป้าหมายเหมือนกัน น้ามอกลับพบว่า เรื่องราวระหว่างทางของทั้งสองยานพาหนะแตกต่าง อย่างน้อยก็ในมุมที่เขาเห็น เพราะทุก ๆ การเดินทางสิ่งที่นักเดินทางแต่ละคนต้องการอาจต่างกัน และสำหรับน้ามอ การเปลี่ยนยานพาหนะตามช่วงวัยที่เปลี่ยนไปนั้นตอบโจทย์ เขาอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ต้องรีบร้อนแล้ว และอยากให้ทุกนาทีของการเดินทางมีความหมายสำหรับเขา ด้วยพาหนะช่วยให้เขาเห็นรายละเอียดระหว่างทางชัดเจนขึ้น สามารถแวะพูดคุยกับชาวบ้านหรือหยุดพักถ่ายรูปได้ตลอดเวลา ไปจนถึงการได้แวะต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินบนเขาก็เป็นประสบการณ์ชีวิตอีกแบบสำหรับเขา
มาถึงวันนี้ ชายวัยเกษียณท่านนี้จบทริปสำคัญไปแล้วหลายครั้ง สะสมเรื่องราวระหว่างทางไปแล้วหลายพันกิโลเมตร ซึ่งตัวเขาเองไม่ได้มองว่าสิ่งใดเป็นอุปสรรค ไม่ว่าจะเรื่องร่างกาย จิตใจ หรือยานพาหนะ หากวางแผนเตรียมพร้อมให้รัดกุม สำหรับน้ามอแล้ว เรื่องใจไม่ต้องพูดถึงเพราะเกินร้อย เรื่องสุขภาพก็เตรียมยาประจำตัวให้พร้อม ส่วนเรื่องจักรยาน สิ่งสำคัญสำหรับปั่นทางไกลคือ ควรซ่อมบำรุงเบื้องต้นได้
“ถ้าจะขี่ออกจากบ้านไม่ว่าจะใกล้ไกล ก็ควรจะซ่อมเป็นสักหน่อยนะ อย่างเช่น ปะหรือเปลี่ยนยาง อันนี้สำคัญเลยเพราะแตกทุกทริป แล้วก็การตั้งสายเบครสายเกียร์ เพราะเวลาใช้งานหนัก ๆ มันก็จะมีการหย่อนบ้าง อย่างอื่นก็ไม่มีอะไร” น้ามอแนะนำ







เที่ยวหิมาลัย แบบ “ปั่น จูง เข็น”
ทริปปี 2023 ของน้ามอ คือตัวจุดประกายให้เกิดบทสนทนาครั้งนี้ขึ้น เพราะแม้จะไม่ได้เริ่มปั่นจากกรุงเทพฯ แต่การไปถึงจุดหมายให้สำเร็จได้นั้น การวางแผนก็ไม่ได้ง่าย ไหนจะเรื่องการโหลดจักรยานขึ้นเครื่องบิน เตรียมอุปกรณ์จำเป็นต่าง ๆ การกำหนดระยะทางปั่นและจุดแวะพักระหว่างทาง โดยการเดินทางของน้ามอครั้งนี้มีปลายทางอยู่ที่ ชิมลา (Shimla) เมืองเล็ก ๆ บริเวณเชิงเขาหิมาลัยฝั่งตะวันตก ในประเทศอินเดีย

น้ามอเล่าว่าเขาเคยไปเที่ยวที่นี่มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้ใช้จักรยานเป็นพาหนะ และการมาสัมผัสธรรมชาติในดินแดนแถบนี้ครั้งนั้น ทำให้เขาเกิดไอเดียและรู้สึกว่า ถ้าได้ขี่จักรยานเที่ยวตามเส้นทางนี้จะต้องดีแน่ ๆ จึงเป็นที่มาให้เกิดทริปปี 2023 ขึ้น โดยแผนการเดินทางที่วางเอาไว้ในส่วนของการปั่นจักรยาน จะเป็นเส้นทาง มานาลี – สปีติวัลเลย์ (Manali – Spiti Valley) และไปสิ้นสุดที่ชิมลา (Shimla) รวมระยะทางแล้วมากกว่า 500 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 14 วัน ด้วยวิธีการ “ปั่น จูง เข็น” สลับกันไปตามความชันของภูเขา น้ามอบอกกับเราอย่างน่าสนใจว่า การไปเที่ยวด้วยจักรยานไม่ต้องเอาชนะตัวเองด้วยการอยู่บนอานตลอดเวลาหรอก เพราะนอกจากการแบกจักรยานขึ้นเครื่องบินไปแล้ว ระหว่างทางหลายครั้งก็อาจจะต้องยกจักรยานขึ้นรถบรรทุกของชาวบ้าน เข็นขึ้นทางชัน จูงข้ามลำน้ำ ทำให้แต่ละวันมีเรื่องสนุก ๆ เกิดขึ้นเสมอ



ที่สำคัญเลยคือการเดินทางคนเดียวในต่างแดน ต้องให้ความสำคัญกับการวางแผนอย่างมาก น้ามอศึกษาเส้นทางจากที่เคยไปมาแล้วก่อนหน้านี้ และกำหนดเป้าหมายว่า ในทุกวันจะต้องถึงที่พักก่อนเวลาห้าโมงเย็นเพื่อความปลอดภัยจากสภาพอากาศและอันตรายที่คาดไม่ถึง ซึ่งในบางวันที่ทำเวลาไม่ได้ตามแผนก็ต้องใช้วิธีโบกรถชาวบ้านเพื่อให้ไปถึงที่พักให้ทัน ตลอด 14 วัน เขาต้องเผชิญกับอุปสรรครายวัน ไม่ว่าจะอาหารและน้ำไม่เพียงพอ บางวันที่พักไม่มี แต่ขณะเดียวกันเขาก็ได้รับไมตรีจากสองข้างทางอยู่เสมอ
“สำหรับการเดินทางด้วยจักรยานนะ รถอะไรก็ไปได้แต่ต้องให้เข้ากับตัวเรา การปั่น จูง เข็น เราไม่ได้มองว่าต้องเอาชนะอะไรบางอย่างที่ต้องอยู่บนอานจักรยานตลอดเวลา แค่ให้มันเป็นยานพาหนะที่เป็นเพื่อนกับเราไป สิ่งที่ผมเจอคือ การเดินทางไปคนเดียวนั้นเหงามาก แต่ก็ต้องอยู่กับตัวเองให้ได้ คุยกับตัวเองทุกวัน ซึ่งมันเป็นเสน่ห์เหมือนกันนะสำหรับการเดินทางแบบนี้ ที่สัมผัสได้เลยคือผู้คนจะมองเราด้วยความเมตตา และพร้อมที่จะหยิบยื่นอะไรบางอย่างให้เราโดยที่ไม่คิดค่าตอบแทน ชาวบ้านให้น้ำ อาหาร หรือผลไม้ กับผมตลอด อาจเพราะเห็นใจด้วยส่วนหนึ่ง คิดว่าการปั่นจักรยานคงเหนื่อยน่าดู ในบางคืนที่ไม่มีโรงแรม เจ้าของร้านอาหารริมทางเขายังให้ผมนอนพักที่ร้านด้วย แต่ทั้งหมดที่เล่ามานะ ถ้าแผนที่วางไว้มันราบรื่น ทุกคนก็จะได้ความสุขจากการเดินทางจริง ๆ”







พักผ่อน นอนดะบา
การนอนพักในสถานที่ที่เรียกว่า “ดะบา” (Dhaba) เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่น่าประทับใจและแสดงถึงมิตรภาพระหว่างทาง ดะบาเป็นร้านอาหารของชาวบ้านที่ตั้งอยู่ตามริมทางและพบได้ทั่วไปในประเทศอินเดีย ซึ่งน้ามอเล่าว่าเป็นที่แวะพักชั้นดี ไม่ต่างจากเราขับรถไกล ๆ แล้วได้เจอปั๊มน้ำมัน และมากไปกว่านั้นในวันที่สถานการณ์ไม่เป็นใจ มุมเล็ก ๆ ในดะบาก็กลายเป็นที่นอนค้างแรมของน้ามอ
เขาเล่าอีกว่าในช่วงเวลานั้นน้ำใจจากคนแปลกหน้าช่วยเขาไว้ในบางค่ำคืน เมื่อแผนการปั่นที่วางไว้ทำไม่ได้ เขาเข้าไปขอพักนอนซึ่งเจ้าของร้านก็ยินดีให้ความช่วยเหลือและอนุญาตให้พักได้โดยไม่ลังเล ซึ่งน้ามอมองว่าส่วนหนึ่งมาจากเสน่ห์ของการเดินทางด้วยจักรยาน เพราะพาหนะชนิดนี้ทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกเมตตา และพร้อมจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้โดยไม่หวังผลตอบแทน
การแวะพักที่ดะบาทำให้น้ามอได้มีโอกาสสัมผัสกับผู้คนในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด ซึ่งมิตรภาพสองข้างทางที่เข้าได้รับนั้นนอกจากการนอนพักแล้ว เขายังได้รับอาหาร ผลไม้ และน้ำดื่มจากผู้คนที่พบเห็นอยู่บ่อยครั้ง ราวกับเป็นการร่วมส่งกำลังใจให้การปั่นจักรยานข้ามภูเขาครั้งนี้ไปถึงที่หมายได้สำเร็จ




ไปได้ทุกที่ ถ้าครอบครัวอนุญาต

กลายเป็นเรื่องขำขันระหว่างสนทนา เมื่อเราถามน้ามอว่า เรื่องอะไรยากที่สุดของการเดินทาง แกตอบอย่างอารมณ์ดีว่า ขอเมียยากที่สุด เรื่องโจ๊กแต่ตรงใจใครหลายคน อารมณ์ขันจากน้ามอเป็นเพียงส่วนเดียว เพราะสำหรับเขาแล้ว เงื่อนไขอื่น ๆ ที่น่ากังวลยังมีอีกมาก เรื่องหนึ่งคือโรคประจำตัวที่ต้องกินยาต่อเนื่อง เรื่องถัดมาคือการขนส่งจักรยานโดยเครื่องบินที่ครั้งหนึ่งก็เคยเสียหายจนเกือบไม่ได้เดินทางจนจบทริปมาแล้ว แต่เรื่องที่ทำให้ครั้งหนึ่งเขาเดินทางไม่สำเร็จเลยคือสภาพอากาศ
“ที่พูดถึงอยู่นี่เป็นทริปเมื่อปี 2023 นะ และหลังจากนั้นตอนปี 2024 ผมจะกลับไปอีกรอบ เป้าหมายคืออีกเส้นทางหนึ่งในแถบหิมาลัยเหมือนกัน แต่ครั้งนั้นไม่สำเร็จ เพราะสภาพอากาศที่มีหิมะตกหนัก และสภาพร่างกายตอนนั้นที่ไม่พร้อมสำหรับความชันในระดับที่ต้องเจอ ก็เลยต้องยกเลิกไป”
ถัดมาในปี 2025 การเดินทางไกลก็โบกมีเรียกน้ามออีกครั้ง และเพื่อเป็นการแก้มือจากปี 2024 น้ามอจึงออกเดินทางอีกครั้งด้วยเส้นทางข้ามประเทศไทยตามแนวขวางจาก อ.แม่สอด จ.ตาก-จ.นครพนม และระยะทางก็แทบไม่ต่างจากตามยาวเหนือจรดใต้เท่าไรนัก แต่ภูมิประเทศมีความแตกต่างและท้าทายไม่น้อยสำหรับจักรยาน
“ระยะทางก็ไม่ได้ต่างกันมากนะ ผมใช้เวลา 10 วัน 900 กว่ากิโลเมตร แต่ปั่นขวางประเทศเส้นทางนี้รู้สึกว่าท้าทายสำหรับจักรยานเหมือนกัน เพราะต้องปั่นผ่านภูเขาสูง ๆ 3 ลูกเลยนะ เราไปกันด้วยความมุมานะที่จะไปให้ถึงในระยะเวลา 10 วัน และในระยะทางที่เราวางแผนมาไว้แต่ละวันเราก็ทำได้ทุกวัน ด้วยวิธีการเดิมคือ ปั่น จูง เข็น เหมือนเดิม แต่ทริปนี้ระยะทางในการปั่นจะมากกว่าเข็นหรือจูง เพราะว่าทางมันจะค่อนข้างจะมีพื้นราบอยู่พอสมควร”


น้ามอเล่าว่าหลังจากว่างเว้นการปั่นทางไกลมาระยะหนึ่ง ช่วงแรกของการเดินทางจากแม่สอดไปถึงตัวเมืองตากเป็นช่วงที่ภูมิประเทศหนักหนาสาหัสมากและก็ค่อย ๆ เริ่มเข้าที่ จากตากไปยังสุโขทัยและเพชรบูรณ์ ช่วงถัดมาจากเพชรบูรณ์ผ่านน้ำหนาว เข้าสู่ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และไปสิ้นสุดที่นครพนม เป็นอันจบทริปขวางประเทศที่ถือเป็นทริปทางไกลล่าสุดหลังกลับจากการเดินทางที่อินเดีย





ทริปต่อไป
สำหรับชายคนนี้ ต่อให้เดินทางอีกสักกี่ครั้งก็ไม่พอ โอกาสการได้พูดคุยกันครั้งนี้ เราอดถามไม่ได้ว่าการเดินทางครั้งต่อไปของน้ามอจะเป็นอย่างไร ซึ่งเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ตั้งแต่ก่อนหน้าจะได้พบกัน น้ามอวางแผนการเดินทางในปีนี้บนเส้นทาง กรุงเทพฯ-ตราด ด้วยการปั่นจักรยานเอาไว้ที่ตั้งใจจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-6 วัน โดยมีเป้าหมายคือการปั่นไปให้ถึงจุดสิ้นสุดแผ่นดินตะวันออกโดยเลือกใช้เส้นทางสุขุมวิทสายเก่าและปั่นเลาะชายทะเลไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดหมายที่ด่านชายแดนบ้านหาดเล็ก จังหวัดตราด ซึ่งเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่เขาเคยขี่มอเตอร์ไซค์ไปเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้วเพื่อเข้ากัมพูชา
“ทริปนี้จะเป็นการเดินทางคนเดียวแต่ก็น่าจะมีน้อง ๆ ที่ติดตามคอยให้การต้อนรับและดูแลอยู่ตามรายทาง โดยตั้งใจจะทำระยะทางในแต่ละวันให้ได้ไกลที่สุดเพื่อให้ถึงเป้าหมายตามกำหนดเวลาที่วางไว้ ซึ่งมองว่าทริปนี้เป็น Challenge ของตัวเราเองที่ต้องการพิชิตจุดสิ้นสุดของประเทศทางทิศตะวันออก และต้องการจะสัมผัสเส้นทางเดิมด้วยความเร็วที่ช้าลงด้วยจักรยาน ซึ่งน่าจะทำให้ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองและรายละเอียดต่าง ๆ ที่ชัดเจนกว่าตอนขี่มอเตอร์ไซต์เมื่อ 10 ปีก่อนอยู่พอสมควรเลย”

ตลอดการพูดคุยการนานนับชั่วโมง เรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของน้ามอ ที่หันมาหลงใหลการเดินทางแบบช้าๆ เพื่อซึมซับบรรยากาศรอบตัว จักรยานจึงเป็นเพียงพาหนะหรือเครื่องมือที่ช่วยให้เขาได้ “สัมผัสโลก” และอยู่กับตัวเองได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เปิดโลกให้กว้างขึ้นผ่านความเนิบช้า และช่วยให้เขาได้สัมผัสกับมิตรภาพและรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของชีวิตที่มอเตอร์ไซค์มองข้ามไป จากอดีตที่เคยชื่นชอบความเร็วและสมรรถนะของเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ แต่ในวันนี้เขาพบว่าความเร็วไม่ใช่สิ่งที่ต้องการอีกแล้ว เขาเลือกความสุขระหว่างทางจากการปั่นจักรยานไปเรื่อย ๆ แม้จะใช้ระยะเวลานานกว่าแต่ในเมื่อชีวิตไม่ต้องรีบร้อนเหมือนก่อน การไปถึงเป้าหมายพร้อม ๆ กับการซึมซับทิวทัศน์ที่ตื่นตาตื่นใจได้ลึกซึ้งกว่า คือปัจจุบันที่จริงแท้ของ มอริส แลมเบรตต้า



EXPLORER: มอริส-ธีระ ผุดผ่อง
AUTHOR: เอ็กซ์-พงษ์อมร ต้นสายเพ็ชร
PHOTOGRAPHER: ต้น-ศุภกร ศรีสกุล, MORRIS LAMBRETTA
