Type and press Enter.

ทีมเพื่อนธรณ์ส่งสัญญาณเตือน ‘ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ

เก็บตกประเด็นสำคัญจากงานเสวนา “ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ” โดยทีมเพื่อนธรณ์ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ SCBX Next Stage ชั้น 4 สยามพารากอน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และเตรียมความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากนักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ

นำโดย ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ร่วมด้วย ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น และผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ทีมเพื่อนธรณ์ส่งสัญญาณเตือน ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ

ปัจจุบัน โลกได้ก้าวข้ามจากยุค “โลกร้อน” (Global Warming) สู่ภาวะ “โลกเดือด” (Global Boiling) อย่างเต็มรูปแบบ โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกกำลังเข้าใกล้จุดวิกฤต 2 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจนำไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (Tipping Point) ของระบบภูมิอากาศโลก

ส่งผลให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติทวีความรุนแรงในลักษณะ Climate Amplification หรือการขยายผลของวิกฤตที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ โดยมีปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ความร้อนสะสม และภัยแล้งรุนแรง

ความน่ากลัวของวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงแค่รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่เชื่อมโยงกันเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์ จนกลายเป็น “ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกภาคส่วน:

  • ไฟ: สภาพอากาศที่แห้งแล้งจัดและอุณหภูมิที่สูงขึ้น เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ไฟป่าลุกลามรวดเร็วและควบคุมได้ยากขึ้น
  • ฝุ่น: ผลกระทบต่อเนื่องจากไฟป่าและการเผาไหม้ ผสานกับสภาพอากาศนิ่ง ก่อให้เกิดวิกฤตฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่รุนแรงและยาวนานขึ้น กระทบต่อสุขภาวะของประชาชน
  • แล้ง: การลดลงของปริมาณน้ำฝนและสภาพอากาศที่แห้งแล้งสะสมยาวนาน ทำลายระบบนิเวศ แหล่งน้ำดิบ และสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อภาคการเกษตรกรรมที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ
  • น้ำ: วิกฤตการขาดแคลนน้ำและการบริหารจัดการน้ำที่ไร้ประสิทธิภาพ กลายเป็นความเสี่ยงสูงสุดของภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และความมั่นคงของชุมชน

งานเสวนาครั้งนี้จึงจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีในการระดมความคิดจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของประเทศ มาร่วมกันถอดรหัสวิกฤต คาดการณ์สถานการณ์ในอนาคต และที่สำคัญที่สุดคือการหา “ทางรอดและกลยุทธ์การปรับตัว” ของทั้งภาคชุมชนและองค์กรธุรกิจ ก่อนที่มหันตภัยนี้จะสร้างความเสียหายจนไม่อาจฟื้นฟูกลับคืนมาได้

ทีมเพื่อนธรณ์ส่งสัญญาณเตือน ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ

ภายในงาน Session 1 Special Talk ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้มาบรรยายในหัวข้อ “มหันตภัย Climate Amplification เมื่อโลกเปลี่ยนไป 2 องศา” เพื่ออธิบายผลกระทบของซูเปอร์เอลนีโญที่รุนแรงกว่าที่ผ่านมา วิเคราะห์ผลของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกที่มีต่อประเทศไทย และเสนอแนวทางการเตรียมพร้อมรับมือในระดับโครงสร้าง

ขณะที่ Session 2 Panel Discussion สามนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมวิเคราะห์วิกฤต “ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ” ในมิติป่าไม้ สุขภาพ การเกษตร ชุมชน และการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน พร้อมนำเสนอแนวทางการปรับตัวและโมเดลการบริหารจัดการทรัพยากรที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เพื่อเสริมสร้างความพร้อมให้ทุกภาคส่วนรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลดผลกระทบจากมหันตภัยที่กำลังทวีความรุนแรงในอนาคต

ทีมเพื่อนธรณ์ส่งสัญญาณเตือน ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ

เริ่มจาก ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ที่ทำโครงการไม้ยืนต้นป่ายั่งยืน ร่วมกับสิงห์อาสา ปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่เคยเกิดไฟป่าให้มีโอกาสรอดกว่า 90%

ผศ.บรรจง กล่าวว่า “สำหรับโครงการไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน ที่ทำร่วมกับสิงห์อาสา เราได้ลงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าโดยตรง ผ่านการลงมือทำจริงจังอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นไม้ที่ปลูกมีอัตราการรอดสูง 80-90% ด้วยการคัดสรรพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่ถูกต้องตามระบบนิเวศ มีการสร้างแนวกันไฟ นำองค์ความรู้ที่ทำร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่องเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา ใช้ร่วมกับการปลูกไม้พื้นถิ่น ซึ่งจะช่วยให้ต้นไม้ดูดซึมน้ำและแร่ธาตุได้ดีขึ้น และการจัดตั้งทีมลาดตระเวนชุมชน ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้ชาวบ้านดูแลธรรมชาติและกลายเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องผืนป่าให้ยั่งยืนต่อไป ทำให้โครงการนี้ช่วยฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่า และรักษาสภาพแวดล้อมของป่าต้นน้ำให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง”

ทีมเพื่อนธรณ์ส่งสัญญาณเตือน ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ

จากนั้นเป็นคิวของ ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น กับโครงการสิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน 10 แห่งในอีสาน ให้ชาวบ้านมีน้ำกินน้ำใช้ตลอดปี

ทีมเพื่อนธรณ์ส่งสัญญาณเตือน ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ

ผศ.มัลลิกา กล่าวว่า “จากการทำงานร่วมกับสิงห์อาสาตั้งแต่ปี 2563-ปัจจุบัน เราพบว่าแหล่งน้ำชุมชน 9 แห่งที่ใช้โมเดล บ่อพ่อ-บ่อแม่ หรือระบบโครงข่ายกักเก็บน้ำเชื่อมโยงกัน สามารถเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้กลับมามีน้ำใช้ได้ตลอดปี และยังสามารถช่วยกักเก็บน้ำในฤดูน้ำหลากได้อีกด้วย ทำให้ชาวบ้านมีน้ำกิน น้ำใช้ มีน้ำในการทำการเกษตร มีแหล่งอาหารจากปลาในบ่อ การขยายพื้นที่แหล่งน้ำชุมชนไปยังพื้นที่ต่างๆ จะทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์เอลณีโญอีกด้วย”

ทีมเพื่อนธรณ์ส่งสัญญาณเตือน ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ

จบท้ายด้วย ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารน้ำอย่างยั่งยืน ที่อธิบายถึง “ทางรอดและกลยุทธ์การปรับตัว” ของทั้งภาคชุมชนและองค์กรธุรกิจ ก่อนที่มหันตภัยนี้จะสร้างความเสียหายจนไม่อาจฟื้นฟูกลับคืนมาได้

ทีมเพื่อนธรณ์ส่งสัญญาณเตือน ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ

ทั้งนี้ โครงการสิงห์อาสา ได้มีการร่วมสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน ร่วมกับ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่รองรับการใช้น้ำของชุมชนตลอดทั้งปี เป็นทั้งบ่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน ป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และเป็นแหล่งน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งอย่างยั่งยืน โดยนับตั้งแต่ปี 2563 มีแหล่งน้ำชุมชนสิงห์อาสาในจังหวัดภาคอีสานถึง 10 แห่ง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก ชาวบ้านมีน้ำใช้เพียงพอและยังสามารถใช้น้ำทำการเกษตร เช่น การปลูกข้าว พืชผัก ผลไม้ และยังเป็นแหล่งอาหารของชุมชน สร้างรายได้เพราะมีปลาในบ่อให้ชาวบ้านจับเป็นอาหารได้ รวมถึงระบบน้ำประปาสามารถใช้งานได้ตลอดทั้งปี

ทีมเพื่อนธรณ์ส่งสัญญาณเตือน ไฟ ฝุ่น แล้ง น้ำ มหันตภัยทวีคูณ

นอกจากนี่ยังเดินหน้าสานต่อภารกิจ “ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน” มาตั้งแต่ปี 2565 ในพื้นที่ที่เคยเกิดไฟป่าและรักษาสภาพแวดล้อมป่าต้นน้ำให้อุดมสมบูรณ์ พร้อมชูความสำเร็จต้นไม้ที่เคยปลูกมีอัตรารอด 80-90% โดยคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ ปลูกในฤดูกาลที่เหมาะสม และเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของคนในชุมชน ซึ่งปลูกในพื้นที่ชุมชนต้นแบบ 6 หมู่บ้าน ในอ.เมือง และอ.หางดง จ.เชียงใหม่  ตามแนวคิด “คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด สัตว์ได้พึ่งพิง” ร่วมกับเครือข่ายอื่นๆ ด้วยเช่น คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย