Type and press Enter.

มินิปกติก็แซ่บ มินิไฟฟ้าจะซ่าขนาดไหน

mini

ที่ Explorers Club พวกเรารีวิวรถอยู่สองแบบ แบบแรกคือรถอเนกประสงค์เพื่อการออกเดินทาง กับแบบที่สองคือรถที่ใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นรถไฮบริดแบบต่าง ๆ หรือรถไฟฟ้า ซึ่งในวันนี้เราจะมารีวิวรถ EV มีสไตล์ที่สุดที่มีขายในประเทศไทย MINI Cooper SE (รุ่นที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100%)

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลย ว่าเราจะไม่เอารถ MINI Cooper SE ไปเปรียบเทียบกับรถอื่น ๆ เลย นอกจากรถ MINI กันเอง เพราะถ้าคุณจะเลือกซื้อรถ MINI คุณมีเหตุผลเดียวคือคุณต้องการเป็นเจ้าของรถ MINI คำถามคือรุ่นไหนดี ซึ่งเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราอาจจะมีการเปรียบเทียบกับ Mini Cooper S (รุ่น Hatchback สามประตู ที่ใช้เครื่องเบนซินเทอร์โบ) เพราะว่าราคาและสมรรถนะใกล้เคียงกันที่สุด

MINI Cooper SE

เอาเรื่องการใช้สอยออกไปก่อนเลย ชื่อก็บอกแล้วว่า MINI รถรุ่นนี้แม้จะใหญ่กว่าเจเรอเนชั่นก่อน ๆ มาก แต่ก็ยังไม่ได้มีพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง นอกจากบริเวณที่นั่งคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า ซึ่งตรงจุดนั้นเราไม่มีอะไรจะบ่นเลย นั่งสบาย เบาะแน่น มีที่เก็บของ ที่วางแก้วเพียงพอ ที่วางศอกอยู่ในตำแหน่งและองศาที่ดี กระจกบานใหญ่รอบตัว ทัศนวิสัยดี ไม่รู้สึกคับแคบ…

MINI Cooper SE
MINI Cooper SE

แต่ถ้าคุณเป็นผู้โดยสารด้านหลัง คุณต้องรู้ตัวว่า คุณโชคดีที่ได้ติดรถเขามาในวันนี้ เลื่อนเบาะไปหน้าสุดแล้วก็ยังเข้ายากนิดหน่อย เบาะหลังของ MINI รุ่นสามประตู ตามปกติก็ค่อนข้างแคบอยู่แล้ว ในรุ่น SE ซึ่งมีแบตเตอรี่อยู่ใต้เบาะหลัง ทำให้ที่นั่งสูงขึ้นอีกเล็กน้อย ห้อยขาสบาย แอบซุกเท้าไว้ใต้เบาะหน้าได้ แต่คนตัวสูงจะหัวชิดเพดานเลยทีเดียว

กระนั้นเราก็ติดใจที่เก็บของท้ายรถ ไม่ใช่เพราะว่ามันใหญ่ (มันมินิมาก) แต่เพราะว่ามีการออกแบบที่ดี เริ่มจากพื้นสองชั้นเปิดเพื่อเก็บของใต้พื้นได้ สามารถถอดฝาปิดด้านบนสุดออกมาเก็บใต้พื้นตรงนี้ก็ได้ จากนั้นก็พับเก็บเบาะหลัง คุณก็จะได้พื้นวางของที่ราบเป็นระนาบเดียว แม้แต่รถที่ใหญ่กว่ายังจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ดีเท่า

MINI Cooper SE

มาพูดเรื่องการขับดีกว่า มินิก็คือมินิ จริง ๆ พูดแค่นี้ก็จบ คือขับสนุกมาก พวงมาลัยตอบสนองดีมาก แถมยังมีน้ำหนักมือที่ดี ไม่หน้าไวเบามือเหมือนรถเล็ก ๆ ทั่วไป พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้ามีกว่า 181 แรงม้า คือแรงเท่า ๆ กับ Cooper S เครื่องเบนซินเทอร์โบ แต่รุ่น SE มีแรงบิดที่ดีกว่า จึงออกตัวได้เร็วกว่าด้วย เหยียบแล้วพุ่งตรงทันที

MINI Cooper SE
MINI Cooper SE

วิ่งไปแล้วจะรู้สึกพรีเมียมมาก คือเก็บเสียงดี ไม่ได้ยินเสียงยางบดพื้นถนน เกาะถนนดี โค้งแรง ๆ ได้อย่างมั่นใจ ไม่มีอาการหวาดเสียวใด ๆ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการวางแบตเตอรี่ทั้งหมดไว้ที่พื้นรถ ทำให้จุดศูนย์ถ่วง (CG) อยู่ต่ำใกล้พื้นมากกว่า ช่วงล่างก็หนึบแต่ไม่นุ่มมาก (นุ่มกว่ามินิรุ่นก่อน ๆ ไม่หัวสั่นหัวคลอน)

มีระบบ Regenerative Braking (แปลงพลังงานที่สูญเสียจากการเบรกให้กลายมาเป็นพลังงานไฟฟ้าชาร์จกลับเข้าแบต) ทำให้รถชะลอทันทีที่ยกคันเร่งขึ้น สามารถปรับระดับความหน่วงได้ ช่วยดึงรถเวลาเข้าโค้งเร็ว ๆ ได้โดยไม่ต้องถอนคันเร่งเลย แต่พอจะขับในเมืองต้องใช้เวลาสักพักถึงจะชิน ชินแล้วจะติดใจ ไม่ต้องคอยแตะเบรกเวลารถติดมาก ๆ ช่วงแรก ๆ ให้ตั้งแบบ Lowไว้ก่อน หัวจะได้ไม่ทิ่มมาก

MINI Cooper SE

สุดท้ายก็เป็นเรื่องของแบตเตอรี่ หากรถรุ่นนี้ออกมาเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ระยะการวิ่ง 250 กม. ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง จะเป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก แต่ในปัจจุบัน ระยะวิ่งเกิน 350 กม. เป็นสเป็กที่ปกติมาก ๆ สำหรับรถ EV สมัยใหม่ แต่…. คันอื่น ๆ ไม่ใช่ MINI เราจึงจะไม่เอาสิ่งนี้ไปเปรียบกับสิ่งนั้น

คำถามที่น่าสนใจคือ ที่ระยะวิ่งนี้เราจะใช้รถ MINI ได้ไหมในชีวิตจริง และนั่นคือสาเหตุที่เราติดต่อไปที่ BMW เพื่อขอให้เรา (จริง ๆ หมายถึงผมคนเดียว) เอามาใช้ขับไปทำงานทำธุระจริง ๆ สักสองวัน

MINI Cooper SE

วันแรกเป็นการขับไปรีวิวโครงการ The Forestias บนถนนบางนา-ตราด กม.7 ( ดูคลิปไลฟ์ได้ > https://fb.watch/7G2BAvNQtU/ ) แล้วกลับมาทำงานต่อที่ออฟฟิศอมรินทร์แถวตลิ่งชัน ใช้ทางด่วนวิ่งยาว ๆ เหยียบเต็มที่แบบไม่พยายามประหยัดไฟฟ้า เปิดแอร์เย็นฉ่ำเต็มที่ เลขที่ออกคือใช้ไฟฟ้าไป 23% สำหรับระยะทางประมาณ 44 กม. (1 ขา) ไป-กลับก็ใช้ไฟฟ้าไปราว ๆ 50% ซึ่งถ้าคุณขับรถไม่เกิน 80 กม. ต่อวัน โดยใช้ทางด่วน คุณจะยังมีไฟฟ้าเหลือ ๆ ไว้ออกนอกเส้นทาง หรือเผื่อรถติดหนักๆแบบวิ่งๆหยุดได้ไม่ต้องเครียด

ในวันที่สองผมขอทดลองใช้ในเมืองดูบ้าง วันนี้จะขับจากบ้านแถวดุสิต ไปประชุมที่ตลิ่งชัน จากนั้นก็ไปธุระแถวเพลินจิต ก่อนจะไปคืนรถที่ BMW Thailand ถนนวิทยุ วันนี้ผมลองใช้โหมด Green+ คือแบบประหยัดสุด ๆ กลายเป็นว่าการขับแบบมีการชะลอความเร็วบ้าง และไม่ได้ใช้ความเร็วเกิน 100 กม./ชม. ดูจะประหยัดกว่า มีการรีชาร์จพลังงานไฟฟ้ามาเติมเล็ก ๆ น้อยๆ แต่แอร์เริ่มไม่ค่อยเย็น ในความเป็นจริงผมคงจะเลือกโหมดนี้เฉพาะเวลาแบตเหลือต่ำกว่า 50% มาก ๆ และดูท่าว่าจะยังต้องเดินทางอีกเกิน 100 กม. กว่าจะถึงที่ชาร์จ

MINI Cooper SE

สรุปโดยเฉลี่ยเราใช้งานได้ประมาณ 200 กม.ต่อการชาร์จ100% แบบขับอย่างธรรมชาติคนเมืองที่สุด มีซิ่ง มีแซง ซอกแซกและในเมือง

อีกเหตุผลที่ผมจะใช้รถ MINI นอกจากสมรรถนะ และความสนุกของการขับขี่ที่ไม่เหมือนใครแล้ว ก็คงเป็นเรื่องดีไซน์ เส้นสายของความเป็น MINI ยังมีอยู่ครบ การตกแต่งภายใน ปุ่มทุกปุ่มมีเอกลักษณ์ เส้นโครมใต้กระจกรอบคัน ไฟกลมโตตาแป๋วแว๋ว เสริมความดุดันด้วยช่องลมบนฝากระโปรงหน้า และที่แก้มซ้ายขวา แต่เป็นรูตันเกือบหมดนะ เพราะไม่ได้มีเครื่องยนต์และเทอร์โบให้ต้องระบายอากาศหรอก

MINI Cooper SE

รุ่น Cooper SE มีดีเทลที่แตกต่างจากรุ่นปกติอยู่บ้างทั้งภายนอกและภายใน เช่นหน้าปัดดิจิทัล กระจกมองข้างเป็นสีเหลืองพิเศษ ล้อแมกลายเท่อันนี้เด่นจริง ๆ มีคนมาแอบนั่งจับล้อหลายคน ที่ชอบคือดูรวม ๆ ไม่เป็นรถไฟฟ้าอวกาศล้ำยุคมาก รักษาความเป็น MINI ไว้ได้ดี มีความแตกต่างแบบกำลังดี

ที่ราคา 2.29 ล้านบาท เราจะไม่พูดว่าราคาไม่แพง แต่เราจะบอกว่ามันถูกกว่า Cooper S รุ่นน้ำมันเบนซิน หลายแสนบาท

MINI Cooper SE

รอดูต่อไปว่าจะมีการนำเครื่องไฟฟ้าตัวนี้ไปใช้กับรุ่นอื่น ๆ อย่าง Clubman ที่มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่ารุ่นสามประตูบ้างไหม และยิ่งถ้าในอนาคตมีการอัพเดตแบตเตอรี่ให้วิ่งได้มากกว่า 350 กม.ต่อการชาร์จก็คงจะไร้ที่ติ เหลืออีกไม่กี่เรื่องที่จะดีขึ้นได้ในความเป็นมินิที่คุณอยากเป็นเจ้าของอยู่แล้ว ที่ไม่ต้องเอาไปเปรียบเทียบกับรถคันอื่น ๆ

[ EXPLORER ]
เจ
ภาพ: อู๊ด, ต้น
ขอบคุณ BMW Thailand

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *