คน Upcycling ขยะพลาสติกของ บ้านอำเภอ ที่หวังให้สักวันหนึ่งจะไม่มีขยะมา Upcycling อีกต่อไป
“ขยะหมดเมื่อไหร่ … งานผมถึงจะจบ” เป้าหมายของ พี่แกละ-อนุสรณ์ สายนภา ประธานวิสาหกิจชุมชนเปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์รักษ์ทะเลเสน่ห์บ้านอำเภอ ถูกพูดถึงทันทีหลังถูกถามว่า สิ่งที่ทำอยู่ จะทำไปถึงเมื่อไร พลางชี้ไปที่ป้ายไวนิลด้านหลัง ที่ระบุความตั้งใจของวิสาหกิจชุมชนแห่ง บ้านอำเภอ เอาไว้ว่า ภารกิจของพวกเขาจะสิ้นสุดลง หากวันนั้นไม่เหลือขยะให้จัดการอีกแล้ว
ถึงวันนี้ผ่านมาหลายปีแล้ว พี่แกละบอกว่า ขยะมันก็ไม่เคยน้อยลง เช่นเดียวกับที่เราสังเกตเห็นว่า ป้ายไวนิลอันเดียวกันนั้น เริ่มดูเก่าและขาดวิ่นจากแรงลม จะมีก็แต่ความตั้งใจจริงของชายคนนี้ที่ไม่เคยเก่า แม้ใครจะมองว่าเป้าหมายนั้นคงไม่มีวันมาถึง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ภารกิจจะต้องล้มเลิก

ความพยายามในการต่อสู้กับปัญหาขยะในชุมชนชายฝั่งทะเลบ้านอำเภอ ในเขต อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ของพี่แกละและชาวชุมชนที่มองเห็นปัญหาคล้าย ๆ กัน ยังดำเนินไปอย่างทะเยอทะยานในการพยายามปรับปรุงภูมิทัศน์ชุมชนชาวประมงเก่าแก่บ้านอำเภอ ตั้งแต่ริมหาดรุกคืบเข้ามายังโซนอยู่อาศัยของชาวบ้าน ให้สะอาดตา น่าท่องเที่ยว และนำขยะแต่ละชนิดไปอยู่ให้ถูกที่ทาง โดยเฉพาะขยะพลาสติก ทั้งจากในพื้นที่เองและที่มาตามกระแสน้ำทะเล ถูกพัดเข้าฝั่งที่หาดบ้านอำเภออย่างต่อเนื่อง มากน้อยไปตามฤดูกาลและลมทะเล

Baanlaesuan Explorers Club ออกเดินทางไปหลากพื้นที่หลายชุมชนทั่วประเทศ ได้พบกับคนแบบพี่แกละมาหลายต่อหลายคน จนทำให้เราคิดกันว่า คงจะดีถ้าคอลัมน์ MEET ที่พวกเราทำ ได้เป็นพื้นที่ให้คนเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวที่เขาและสมาชิกชุมชนร่วมกันทำ เพราะอย่างน้อยหากโชคดี เรื่องราวของบุคคลเหล่านี้ อาจจุดประกายให้ใครบางคนในชุมชนอื่น อยากลุกขึ้นมาทำเรื่องราวดี ๆ กับชุมชนตัวเองแบบนี้บ้าง
แปรรูปขยะคือการเยียวยา ไม่ใช่ทางแก้
วิสาหกิจชุมชนเปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์รักษ์ทะเลเสน่ห์บ้านอำเภอ เริ่มต้นขึ้นจากความพยายามในการฟื้นฟูพื้นที่ชุมชน และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลดภาระขยะให้ท้องทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ขยะพลาสติก
พวกเขารวมกลุ่มกันรวบรวมขยะจากในชุมชนและพื้นที่สาธารณะ ริมหาด มาคัดแยกประเภท ขยะพลาสติกจะถูกแยกฝาและขวดออกจากกัน แบ่งสีสันคร่าว ๆ ทำความสะอาดเตรียมพร้อมสำหรับงานประดิษฐ์ พี่แกละเล่ากระบวนการทำงาน ขณะเรานั่งกันอยู่ในโรงจัดการขยะของกลุ่มวิสาหกิจที่ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงานทั้งมหาวิทยาลัยในด้านองค์ความรู้ ธุรกิจเอกชนก็เข้ามาสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ

“เครื่องมือใหญ่มันแพง เราซื้อกันเองก็คงไม่ไหว โรงขยะที่นั่งกันอยู่นี่ก็ที่ดินของญาติ ๆ พี่เอง เขามีที่เปล่าอยู่ ให้เช่าถูกหน่อย โรงเรือนเราก็มาสร้างเอง” เขาเปรยพร้อมกับให้ดูเครื่องจักรแต่ละเครื่อง ที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน ทั้งใช้บด ทั้งที่เป็นแม่พิมพ์ขึ้นรูปพลาสติกด้วยความร้อน ในตอนที่เรากำลังรอชิ้นงานสาธิต ซึ่งอีกไม่กี่อึดใจ ที่รองแก้วสีสวยจากขยะพลาสติกก็เคลื่อนออกจากเตา เห็นสีสันแบบ Abstract ตามที่พวกเราเลือกกันในตอนแรก รอเวลาให้ชิ้นงานเย็นลง เซ็ตตัว นำมาตัดแต่งเก็บขอบสักหน่อย ก็นำไปใช้ได้ พวกเราตื่นเต้นกับผลงานแบบมือสมัครเล่นที่ลงมือทำกันเอง และในเมื่อจะเอาไปใช้กันเอง มันจึงไม่จำเป็นต้องสวยมาก



“ถ้าไม่มีขยะให้มาทำเลยคงดีกว่า” พี่แกละชวนคุยต่อ ถึงเป้าหมายที่เขาตั้งใจไว้ว่า ถ้าไม่มีขยะก็ไม่ต้องมีวิสาหกิจชุมชนนี้อีกแล้ว ซึ่งก็จริงของเขา เพราะทุกคนมารวมกลุ่มเป็นอาสาสมัคร มีค่าแรงให้เล็กน้อย ชาวชุมชนเกือบทั้งหมดมีงานทำอยู่แล้วไม่ต้องพึ่งพางานที่โรงขยะนี้ แต่ถ้าวันนั้นมาถึง และต้องปิดโรงขยะนี้จริง ก็สบายใจได้ว่าไม่มีใครตกงาน ไม่มีครอบครัวไหนลำบาก เหลือแต่ชุมชนสะอาดตาที่ทุกคนพร้อมใจกันดูแล ทั้งชาวบ้านเอง ทั้งนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน จะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ก็คงไม่ถูกนัก เพราะในหลายประเทศก็เกิดขึ้นจริงมาแล้ว

การจัดการขยะนี้จึงควรเป็นสิ่งชั่วคราว เกิดขึ้นเพียงเพื่อเยียวยาแต่ไม่ได้รักษาให้หายขาด สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนความคิดของผู้คนในหันมาสนใจเรื่องนี้ให้มากขึ้นเท่าที่จะมากได้ เพราะถ้าการจัดการขยะเป็นไปอย่างถูกต้อง เป็นระบบ ลดการสร้างขยะได้จริง (เหมือนที่หลายประเทศทำได้) ที่นี่ก็คงจะสวยงามน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ


รายได้ต่อลมหายใจวิสาหกิจชุมชนที่ บ้านอำเภอ
ในวันที่ทุกอย่างยังต้องดำเนินไปอยู่ วิสาหกิจชุมชนก็ต้องมีรายได้หล่อเลี้ยง คนทำงานแม้เพียงชั่วคราวก็ต้องมีค่าตอบแทน “ตอนคิดทำเรื่องนี้ เราก็คิดว่าทําเป็นวิสาหกิจชุมชนน่าจะดีกว่า เพื่อให้มีทุนในการเริ่มต้น เราก็ขายหุ้นให้กับชุมชน เริ่นต้นด้วยสมาชิกห้าสิบคนได้ที่ซื้อหุ้นเราไป มากน้อยแล้วแต่ แล้วก็มีคนเข้ามาทํางาน การบริหารเราก็จะใช้หลักสหกรณ์คือ คนถือหุ้นก็จะได้ส่วนปันผล คนมาทำงานก็ได้ค่าแรงเป็นงาน ๆ ไป”

อย่างที่กล่าวไปตอนแรกว่า คนในชุมชนล้วนมีอาชีพของตัวเองอยู่แล้ว แต่ความร่วมมือพิเศษนี้ก็เป็นจ๊อบเสริมที่หลายคนเต็มใจ อย่างพี่แกละเองก็มีธุรกิจร้านกาแฟของตัวเองอยู่แห่งหนึ่งคือ ร้านเพียงพอดี คอฟฟี่โฮม ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเรียนรู้เกี่ยวกับพลังงานทางเลือก ร้านกาแฟของพี่แกละยังเลือกใช้แก้วและหลอดที่ทำจากพลาสติกชีวภาพที่ผลิตจากพืช เช่น ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ
อีกบทบาทหนึ่งพี่แกละคือวิทยากรประจำชุมชน รับรองการศึกษาดูงาน ทั้งจากองค์กร หน่วยงาน โรงเรียน มหาวิทยาลัย ทั้งกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาชุมชนแห่งนี้เคยรับศึกษาดูงานกลุ่มใหญ่มากที่สุดถึง 600 คนในคราวเดียวมาแล้ว
กลับมามองวิสาหกิจชุมชนเปลี่ยนขยะให้เป็นประโยชน์รักษ์ทะเลเสน่ห์บ้านอำเภอ ผ่านสินค้าของที่ระลึกหลายรายการที่เรียงรายอยู่ในตู้โชว์ สีสันของอดีตขยะเหล่านี้กำลังส่งเสียงเรียก เชิญชวนให้ใครก็ตามนำพวกเขาไปเป็นเจ้าของ พร้อมส่งต่อความตั้งใจให้ทุกคนที่พบเห็นได้มองลึกลงไปมากกว่าความสวยงามภายนอก แต่มองเข้าไปเห็นถึงปัญหาขยะพลาสติกที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้



DNA ของเตี่ย ส่งผ่านมาถึง
ความพยายามที่สัมผัสได้จากพี่แกละ ทำให้เราถือโอกาสถามคำถามที่ไม่แน่ใจว่าควรถามหรือเปล่ากับพี่แกละ ว่าความคิดแบบนี้ เกิดขึ้นมาได้อย่างไรและเมื่อไร
“ตั้งแต่เด็กแล้ว” เขาเริ่มต้นคำตอบได้อย่างน่าสนใจ “เตี่ยพี่เป็นผู้ใหญ่บ้าน เห็นเขาทำนู่นนี่ให้ชุมชนมาจนชิน เวลาลูกบ้านขาดเหลืออะไร แกเอาเงินแกซื้อให้เอง แล้วบ้านเราก็ไม่ได้รวยเลยนะ ลูกเยอะด้วย ไม่ได้อยู่กันสบาย จำได้ว่าชาวบ้านจะทำกิจกรรมแล้วไม่มีลำโพง แกก็ออกเงินซื้อให้”
เหมือนเครื่องเริ่มติด พี่แกละย้อนไปถึงเรื่องราวในอดีตถึงการเป็นลูกชายของครอบครัวใหญ่ที่มีพี่น้องถึง 7 คน ต้องช่วยงานที่บ้านตั้งแต่อายุสิบสอง ตื่นตีสี่มาช่วยเตี่ยส่งน้ำแข็ง ช่วยแม่ขายห่อหมก ทอดมัน และโดยบ่นอยู่บ่อย ๆ จากความชอบในการเล่นกีตาร์และเตะฟุตบอล กระทั่งจบ ม.3 ที่พี่แกละบอกว่าตอนนั้นเริ่มเบื่อบ้าน
เขาตัดสินใจมาเรียนเทคนิค แผนกช่างไฟฟ้า พาตัวเองออกมาไกลจากบ้าน เดินทางตระเวนเล่นดนตรีเลี้ยงตัวเอง อย่างช่วงเหตุการณ์การเมืองพฤษภาทมิฬ ปี 2535 เขาคือหนึ่งในมือกีตาร์ที่หมุนเวียนขึ้นเวทีชุมนุมในตอนนั้น
“พอมารู้จักกับกลุ่มนักคิดนักเคลื่อนไหว หลายคนเขาก็ทำงาน NGO* พี่ก็ซึมซับเรื่องพวกนี้มาเรื่อย ๆ เรื่องสังคม เรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งมันก็สอดคล้องกับที่เราซึมซับจากเตี่ยมาตั้งแต่เด็ก จริง ๆ พี่ก็ขึ้นศาลมาหลายรอบเลยนะ จากเรื่องสิ่งแวดล้อมนี่แหละ ที่สระบุรีรอบนึง ที่เกาะสีชังอีกรอบนึง ชนะคดีมาหมดนะ แต่ทุกอย่างก็เงียบ พักหลังพี่มาคิดว่า กลับบ้านเราดีกว่า กลับไปทำอะไรเพื่อบ้านเราเอง แล้วก็ได้มาทำเรื่องขยะนี่แหละ ทำมาพักใหญ่แล้ว”


การกลับมาปักหลักที่บ้าน เป็นช่วงเวลาพอดีกับที่พี่แกละแต่งงานกับภรรยา และตั้งใจจะสร้างครอบครัวโดยยึดหลักพอมีพอกินและลดเงื่อนไขต่าง ๆ ในชีวิตให้น้อยลง การทำงานไกลบ้านอาจจะมีรายได้ระดับหนึ่งแต่ค่าใช้จ่ายก็ไม่น้อย หักลบกลบหนี้แล้วก็เหลือไม่เท่าไร การกลับมาอยู่บ้าน เพาะปลูกผัก ทำกับข้าวกิน ควบคู่ไปกับการทำร้านกาแฟก็ทำให้พออยู่พอกินได้ในครอบครัว ขณะเดียวกันเมื่อวิสาหกิจชุมชนเริ่มเดินหน้าไปได้ ก็มีรายได้เสริมเพิ่มเข้ามาอีกทางหนึ่ง และนอกจากการ Upcycling ขยะพลาสติกแล้ว ยังมาการทำอิฐบล๊อกตัวหนอนปูพื้นจากเศษวัสดุ ทำพวงมโหตรจากถุงพลาสติก ตลอดจนการทดลองผลิตน้ำมันเองเพื่อใช้กับเครื่องจักรขนาดเล็กด้วย

ทุกวันนี้ นอกจากการลงมือทำตามความตั้งใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฝั่งของชีวิตก็คือพยายามมีความสุขต่อไป แม้บางสิ่งอาจยังไม่เป็นไปอย่างใจคิดก็ตาม
“เก็บให้ตายก็ไม่หมดครับ ยังไงก็ไม่หมดถ้ามนุษย์ยังทําอย่างนี้อยู่ สมมุติว่ามีเรือท่องเที่ยวออกไปลำหนึ่ง เอาข้าวไปสิบกล่อง แล้วขากลับมีขยะกลับมาไม่ครบ ลองคิดดูว่าส่วนที่หายไปมันไปไหนล่ะ เราก็ต้องทําของเราไปเรื่อย ๆ พยายามมีความสุขกับชีวิต กับสิ่งที่ตั้งใจทำ ไม่รู้ว่าจะตายวันไหนแล้ว” พี่แกละทิ้งท้าย
EXPLORER: อนุสรณ์ สายนภา
AUTHOR: เอ็กซ์-พงษ์อมร ต้นสายเพ็ชร
PHOTOGRAPHER: ต้น-ศุภกร ศรีสกุล
GRAPHIC DESIGNER: ตูน-เรืองเพชร เวชวิทย์
* NGO (Non-Governmental Organization) คือ องค์กรพัฒนาเอกชน หรือ องค์การนอกภาครัฐ เป็นกลุ่มอาสาสมัครที่ไม่แสวงหาผลกำไร ดำเนินงานเป็นอิสระจากรัฐบาล มุ่งเน้นทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และสังคมที่ด้อยโอกาส ทั้งระดับท้องถิ่นและนานาชาติ
