เมืองที่สามารถเดิน-วิ่งระยะ 11 กม.
จากเหนือจรดใต้ภายในหนึ่งวัน

ผมไม่รู้ว่าคนมาเก๊ามีความสุขจริงไหม แต่สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างผม ที่มีเวลาอยู่ที่นี่เพียงไม่กี่วัน ทำไมถึงรู้สึกว่า การได้เป็นคนมาเก๊าคงจะมีความสุขดีไม่น้อย
จากเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ไกด์เล่าให้ฟัง พลเมืองอาวุโสที่มาเก๊าได้รับเงินสวัสดิการจากรัฐบาลเป็นจำนวนที่เมื่อเทียบกับเบี้ยคนชราบ้านเราแล้วต่างกันลิบลับ
นอกจากนี้ยังมีเงินพิเศษที่รัฐบาลแจกให้พลเมืองทุกปี (Wealth Partaking Scheme) เป็นเหมือนโบนัสจากความมั่งคั่งของเมือง ถ้าการได้รับสวัสดิการที่ดีคือความสุขอย่างหนึ่ง ผมว่านี่คงเป็นความสุขแบบที่ใครๆ ก็ถวิลหา



สิ่งที่น่าประทับใจคือ แหล่งบันเทิงและคาสิโนที่นี่มีหน้าที่ต้องสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างสาธารณูปโภคและร่วมพัฒนาเมือง ดังนั้นตลอดเส้นทางเราจึงมักพบเจอห้องน้ำสาธารณะที่ติดแอร์เย็นฉียบ สะอาด และมีกลิ่นหอม เพราะรัฐบาลตระหนักว่านี่คือเมืองท่องเที่ยว ห้องน้ำจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนทั่วไปและนักท่องเที่ยวไม่ต้องกังวลเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ในการเดินทางมามาเก๊ารอบที่สอง ผมสัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงที่รัฐบาลมีต่อผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SME ร้านเล็ก ๆ เหล่านี้จะอยู่อย่างไรหากย่านนั้นเงียบเหงาลง

รัฐบาลจึงโหมโปรโมทพื้นที่รอบนอกและย่านเมืองเก่าให้กลับมาคึกคัก ชวนนักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสวิถีชุมชน ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้เราเห็นความตั้งใจในการพัฒนาเมืองจนรู้สึกถึงความโชคดีของคนที่นี่



ไม่ว่าจะเป็นย่าน ZAPE และ NAPE ที่เชื่อมต่อกับโซนเมืองเก่า หรือโซนด้านเหนืออย่าง Three Lamps (ย่านโคมไฟสามดวง) ที่นี่คือศูนย์รวมวิถีชีวิตดั้งเดิมและแหล่งอาหารท้องถิ่น เป็นจุดที่แรงงานต่างชาติและคนมาเก๊าใช้พักผ่อนและจับจ่ายใช้สอยในวันหยุด

ใครจะเชื่อว่าตลาดที่ดูเรียบง่ายจะมีร้านขนมและร้านหมูแดงระดับมิชลินซ่อนตัวอยู่ ที่นี่คุณจะได้เห็นมาเก๊าแบบ ‘Local’ ของจริง ทั้งวิถีชาวบ้านและวัดเก่าแก่ระหว่างทางอย่าง วัดจูหลิน (Chu Lam Chi Temple) ซึ่งแม้จะไม่ได้เก่าแก่หลายร้อยปี (สร้างขึ้นช่วงปี 1990) แต่ว่ากันว่าใครอยากสมหวังเรื่องคู่ต้องลองมาขอพรที่นี่


ตลอด 4 วันในมาเก๊า ผมสังเกตเห็นความร่มรื่นที่แทรกซึมอยู่ทุกอณู เมืองนี้เดินเล่นได้ทั้งวันหากคุณมีใจรัก เพราะมีต้นไม้ใหญ่เยอะมากจนรู้สึกสดชื่น
ผมเริ่มนึกสนุกอยากลองเดินจากเหนือสุดลงไปใต้สุดดูสักครั้ง ระยะทางจากด่านพรมแดนตอนเหนือลงไปถึงหมู่บ้านโคโลอานที่ติดทะเลจีนใต้ เป็นเส้นตรงเพียงประมาณ 11 กิโลเมตรเท่านั้น มันเป็นระยะที่น่าวิ่งหรือเดินชมเมืองอย่างยิ่ง


ระยะทาง 11 กิโลเมตรที่คนอื่นอาจมองว่าขับรถแป๊บเดียวก็ทั่ว สำหรับผมมันคือสนามวิ่งที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ทุกย่างก้าวที่ผ่านย่าน St. Lazarus ที่แสนคลาสสิก หรือการสูดกลิ่นอายทะเลตอนเช้าที่เขื่อนกั้นน้ำฝั่งไทปา มันทำให้เห็นรายละเอียดที่รถเมล์หรือแท็กซี่ไม่มีวันมอบให้
เราอาจมองว่าการเดินทางคือการไปดูให้รู้ แต่สำหรับผม มันคือการสัมผัส ‘เมือง’ ผ่านเท้าของตัวเอง
หากคุณเคยมามาเก๊าแล้วรู้สึกว่าไม่มีอะไรใหม่ ลองเปลี่ยนจากรองเท้าแฟชั่นเป็นรองเท้าวิ่งดูสักครั้ง แล้วคุณจะรู้ว่าเมืองที่เล็กกว่ากรุงเทพฯ 48 เท่าเมืองนี้ มีรายละเอียดให้ค้นหาได้ไม่จบสิ้น… และขอให้มีความสุขกับการเดินทางครับ
• ตามไปเช็คอิน ชิม ชิล ปักหมุดจุดห้ามพลาดมาเก๊า แบบเที่ยวตามได้ครบใน 3 วัน 2 คืน เพิ่มเติมได้ที่
https://www.facebook.com/share/p/17wud6hri4/
EXPLORER/AUTHOR: ตู่-ไตรรัตน์ ทรงเผ่า
PHOTOGRAPHER: แพรวา-กรานต์ชนก บุญบำรุง

