ดินแดนที่ความตายมิอาจพราก และปราศจากมนุษย์ครอบครอง



ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายลงมาขณะที่ผมเดินไปตามทางหลังจากลงจากกระเช้าที่พาเราขึ้นมาสู่จุดสูงสุดเท่าที่มนุษย์สมัยนี้ทำได้ ที่ความสูง 4506 เมตรจากระดับทะเล ผมค่อยๆเดิน มือหนึ่งก็จับราวเพื่อประคองตัวเองไม่ให้ล้ม ใช่ครับไม่ให้ล้ม ที่ความสูงแบบนี้ อากาศเบาบาง ทำให้ใจเต้นเร็ว เหนื่อยง่าย และอาการหวาบหวิวเวียนๆ ก็มักจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน ซึ่งไม่เกี่ยวกับคุณจะเป็นสายที่ชอบออกกำลังกายหรือไม่ การขึ้นมาอยู่บนที่สูงขนาดนี้มันทำให้ผมได้รู้จักคำว่า “แพ้ความสูง” กับ “กลัวความสูง” มันต่างกัน

ยอดเขาหิมะสิบสามยอดทอดตัวยาวเหยียดคล้ายมังกรยักษ์ที่หลับใหลอยู่ใต้ผ้าห่มสีขาวบริสุทธิ์ ชาวน่าซี (Naxi) ขนานนามที่แห่งนี้ว่า “ซานจื่อตั่ว” หรือ ภูเขาหิมะมังกรหยก สถานที่ซึ่งเป็นเส้นแบ่งระหว่างโลกมนุษย์และสรวงสวรรค์ซ้อนทับกันอยู่ และเป็นที่ที่ความจริงกับตำนานถักทอเข้าด้วยกันจนยากจะแยกออก


ยอดเขาที่พระเจ้าสงวนไว้
ในขณะที่ยอดเขาเอเวอเรสต์ที่สูงที่สุดในโลกได้ถูกรอยเท้ามนุษย์ย่ำไปทั่วแทบนับครั้งไม่ถ้วน แต่ยอดสูงสุดของมังกรหยกที่ความสูง 5,596 เมตร กลับยังคงสถานะ “ยอดเขาที่ยังไม่เคยมีใครพิชิตได้” จนถึงปัจจุบัน แม้จะมีคณะปีนเขาจากทั่วโลกพยายามท้าทายความสูงนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ลมพายุที่รุนแรงปานจะฉีกกระชากทุกสิ่ง ทั้งยังโครงสร้างหินปูนที่เปราะบางบนยอดเขา กลับกลายเป็นกำแพงธรรมชาติที่ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า “ที่นี่ไม่ใช่ที่ของมนุษย์”

ความลึกลับนี้เองที่สร้างความขลังให้กับมังกรหยก มันไม่ใช่แค่ภูเขาที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ธรรมชาติเลือกจะเก็บรักษาความบริสุทธิ์ไว้ให้พ้นจากมือของผู้อยากรู้อยากเห็น ความเงียบงันบนยอดเขาซานจื่อตั่วจึงเปรียบเสมือนลมหายใจของเทพเจ้าที่คอยเฝ้ามองผู้ที่มาเยือนอยู่ห่างๆ จากเบื้องบน

ตำนานรักเหนือความตาย
ในความน่าเกรงขามนั้น มังกรหยกกลับซ่อนเรื่องราวที่อ่อนโยนและโศกเศร้าที่สุดไว้ในรอยแยกของธารน้ำแข็งเหมือนบาดแผลบนพื้นโลก ตามความเชื่อโบราณของชาวน่าซี ภูเขาลูกนี้มีจักรวาลที่ทับซ้อนกันอยู่ คือที่ตั้งของดินแดนในอุดมคติที่ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความแก่ชรา และที่สำคัญที่สุด… ไม่มีอุปสรรคต่อความรัก

ตำนานเล่าถึงคู่รักหนุ่มสาวที่ถูกกีดกันด้วยประเพณีและครอบครัว เมื่อโลกมนุษย์ไม่มีที่ว่างให้พวกเขาได้ครองคู่ ทางออกคือพวกเขาเลือกที่จะหันหลังให้แก่หมู่บ้าน เดินฝ่าความหนาวเหน็บขึ้นสู่ยอดเขาหิมะมังกรหยก เพื่อปลิดชีพตนเองท่ามกลางหิมะอันบริสุทธิ์ ด้วยความเชื่อว่าวิญญาณของพวกเขาจะได้รับอนุญาตให้ข้ามผ่านประตูมิติไปสู่ จักรวาลที่ทับซ้อนนั้น ที่นั่นพวกเขาจะกลายเป็นอมตะ ได้ควบม้าผ่านทุ่งดอกไม้หลากสีสัน และครองรักกันชั่วนิรันดร์โดยไม่มีใครพรากจาก

การเดินทางของผู้ตามหาศรัทธาและความรัก
ทุกวันนี้ เมื่อนักท่องเที่ยวเดินอยู่บนเส้นทางไม้กระดานที่ระดับความสูง 4,680 เมตร (จุดสูงสุดที่อนุญาตให้เข้าถึง) ลมหนาวที่ปะทะใบหน้าไม่ได้นำมาเพียงความเย็นเยือก แต่คล้ายกับกำลังกระซิบเล่าเรื่องราวของคู่รักเหล่านั้น ทุกครั้งที่เมฆหมอกเคลื่อนตัวเผยให้เห็นยอดเขาสีเงินยามต้องแสงอาทิตย์ ชาวน่าซีจะบอกว่านั่นคือช่วงเวลาที่ประตูแห่งจักรวาลกำลังเปิดออก

เมื่อคุณได้ไปยืนอยู่ตรงนั้น คุณจะเข้าใจว่าเหตุใดภูเขาหิมะมังกรหยกถึงมีพลังดึงดูดใจผู้คนจากทั่วโลก เพราะมันคือสถานที่ที่คุณจะได้สัมผัสกับสองความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเวลาเดียวกัน หนึ่งคือ “ความอ่อนน้อม” ต่อธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่และมิอาจพิชิต และสองคือ “ความหวัง” ในรักอันเป็นนิรันดร์ที่สถิตอยู่ท่ามกลางหิมะพันปี
มังกรหยกจึงไม่ใช่แค่ยอดเขาที่คุณจะไปเพื่อ “พิชิต” หากแต่เป็นสถานที่ที่คุณจะไปเพื่อ “สัมผัส” สัมผัสถึงความลึกลับที่เงินซื้อไม่ได้ และตำนานที่กาลเวลาทำลายไม่ลง หากคุณกำลังมองหาความหมายของการเดินทางที่มากกว่าแค่การถ่ายรูปสวยๆ ลองปล่อยให้จิตวิญญาณของมังกรหยกนำทางคุณไป แล้วคุณจะพบว่า… บางยอดเขา เราไม่ได้มีไว้เหยียบย่ำ แต่มีไว้เพื่อเคารพและใฝ่ฝันถึง
EXPLORERS: ตู่, ออโต้
PHOTOGRAPHER: ออโต้-ณัฐวรรธน์ ไทยเสน


