หากคุณเคยหลงรักในความงดงามของดอยม่อนจอง ในเส้นทางเดินป่า ‘หละกะโจ’ ที่ชุมชนบ้านห้วยไม้หก มันเหมือนหนังรักภาคต่อจากม่อนจอง วิวผาหัวสิงห์ตรงหน้าทำผมตกหลุมรักธรรมชาติซ้ำอีกครั้ง

“พี่เคยไปม่อนจองมั้ย ถ้าพี่เคยไปพี่ก็ต้องไป ‘หละกาโจ’ เพราะพี่จะเห็นม่อนจองทั้งดอยรวมถึงผาหัวสิงห์ที่เป็นเหมือนกำแพงภูเขาสีทองอยู่ตรงหน้าพี่เลย” คำที่เหมือนโฆษณาชวนเชื่อเพียงไม่กี่ประโยคจากมิตรสหายก็เพียงพอที่จะทำให้ผมใจง่ายตกลงร่วมเดินทางไปในฐานะสื่อผู้สังเกตการณ์กิจกรรมของโรงเรียนนักเดินป่าหลักสูตรขั้นกลางที่จัดขึ้นเป็นกรณีพิเศษในเส้นทางเดินป่าแห่งใหม่
ไกลออกไปจากตัวอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่มีหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ชาวบ้านยังคงใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่ายทำเกษตรกรรมไว้สำหรับการดำรงชีพเป็นหลัก ท่ามกลางผืนป่าขนาดใหญ่ และทิวเขาสลับซับซ้อน สิ่งเหล่าคือเรื่องธรรมดาที่ชาวบ้าน ‘ห้วยไม้หก’ ทุกคนลืมตาเกิดมาก็เห็น พวกเขาเดินป่าแถวนี้กันเหมือนเป็นสวนหลังบ้าน ผืนป่าแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนที่นี่พันเกี่ยวกันแบบแยกไม่ออก มันเป็นทั้งป่าต้นน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิต แหล่งหากิน เส้นทางสัญจร และใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ กันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ

ผืนป่าสุดแสนธรรมดาในสายตาชาวบ้าน กลับเป็นของมีค่าหายากสำหรับวิถีคนเมือง อากาศบริสุทธิ์ ผืนดินสะอาดปราศจากเคมี และป่าที่ถูกดูแลรักษาไว้อย่างดีกลายเป็นดินแดนสวรรค์ของนักเสพติดธรรมชาติ จากการลงความเห็นของทีมสำรวจ Thailand Outdoor, มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ร่วมกับชาวบ้านห้วยไม้หก และด้วยการสนับสนุนของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อยหน่วยงานผู้ดูแลพื้นที่ ต่างเห็นตรงกันว่าผืนป่าที่งดงามนี้ เหมาะสมกับการเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติให้โอกาสผู้คนได้เข้ามาสัมผัส แต่ไม่ใช่แค่เพียงเพื่อความสุขของคนต่างถิ่นเท่านั้น การท่องเที่ยวโดยชุมชนยังสามารถสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้น ชาวบ้านจะได้ทำหน้าที่รับจ้างนำทางเดินป่า แทนการดั้นด้นออกไปทำงานรับจ้างต่างอำเภอ ถ้าได้เป็นผู้นำทางอย่างน้อยก็ได้อยู่กับบ้านไม่ต้องห่างลูกห่างเมียไปไหนไกล คนมีรายได้ ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ป่าถูกดูแล และนักท่องเที่ยวมีความสุข สิ่งนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความยั่งยืนให้กับธรรมชาติ และวิถีชีวิตผู้คนในคราวเดียวกัน และยังเป็นการบ่มเพาะให้คนได้เข้าใจธรรมชาติมากขึ้นด้วย

ผมเดินทางจากกรุงเทพฯมาถึงบ้านห้วยไม้หกด้วยการอาศัยเกาะรถเพื่อนมาลงที่อำเภออมก๋อยก่อน แล้ววันรุ่งขึ้นเจ้าของรีสอร์ทก็อาสาขับรถมาส่งผมที่หน้าอำเภออีกที หลังจากนั้นถ้าไม่ได้รถของเพื่อนสมาชิกโรงเรียนนักเดินป่าที่ให้ผมอาศัยมาด้วย ก็คงได้นั่งท้ายกระบะของพี่ชาวมูเซอที่เอ่ยปากชวนผมติดรถไปด้วยระหว่างที่นั่งกินข้าวอยู่แถวตลาด จะพูดว่าผมมาถึงจุดหมายได้เพราะด้วยน้ำใจไม่ใช่น้ำมันก็ไม่ผิด…

เมื่อมาถึงก็พบกับทีมนักเดินป่ากลุ่มหนึ่งที่เพิ่งลงดอยมาหมาด ๆ หลายคนดูคุ้นหน้าคุ้นตากันดี ถึงจะอยู่กรุงเทพฯกันส่วนใหญ่ แต่พวกเราก็เจอกันตามป่าเขาดงดอยมากกว่า นักเดินป่ากลุ่มนี้เขารวมตัวกันมาเพื่อเป็น “นักท่องเที่ยวทดลอง” ให้ชาวบ้านได้พาไปทดสอบเส้นทาง และทำหน้าที่นำทางเพื่อนำประสบการณ์ไปพัฒนาสำหรับการท่องเที่ยวโดยชุมชนห้วยไม้หกก่อนที่จะเปิดเป็นวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นทางการตามแผนที่วางไว้ปลายปีนี้
“เป็นไงบ้างครับหละกาโจ” ผมเอ่ยประโยคคำถามแทนคำทักทายกับมิตรสหายที่กำลังสลัดรองเท้าเดินป่าเขรอะ ๆ ออกราวกับได้ปลดพันธนาการอะไรบางอย่าง “สุด ๆ ครับพี่” ประโยคสั้นกระชับแต่กลับอธิบายเรื่องราวได้มากมาย “พี่ดูโน่นครับ” มิตรสหายชี้มือไปด้านหน้า ที่ปลายนิ้วนั้นผมเห็นยอดเขาสูงแหลมราวกับหัวลูกศรที่กำลังชี้ขึ้นฟ้า ดูแล้วท่าจะเป็นยอดเขาที่สูงสุดแล้วในแถวนี้

“พี่จะเริ่มเดินที่ความสูงระดับ 700 ครับ และพี่ต้องดันขึ้นไปถึงระดับความสูงที่พันเจ็ดร้อยกว่า ๆ ในระยะทาง 5 กิโลเมตร ไม่มีทางราบเลยพี่” หากแปลให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ “ชันหน้าตั้ง” นั่นเอง ถึงเส้นทางเดินป่านี้จะใช้เวลา 3 วัน 2 คืน ในระยะทางรวมประมาณ 15 กิโลเมตร ดูแล้วอาจจะไม่ไกลมากนัก แต่ก็แลกมาด้วยความชันที่ไม่ปราณีกล้ามเนื้อขา มันท้าทาย และเร้าใจไม่แพ้เส้นทางอื่น จะว่าง่ายก็ไม่ แต่จะว่ายากเกินมือใหม่ก็ไม่เชิง ใดใดก็ตามด้วยการเตรียมตัวที่ดีจะทำให้การเดินป่าที่หละกาโจนี้ไม่เป็นได้เรื่องยากเกินไป
แต่การเดินของพวกเราในครั้งนี้จะไม่ใช่การเดินเพื่อท่องเที่ยวเสียทีเดียว แต่จะเป็นการเดินเพื่อเรียนรู้ในหลักสูตรของโรงเรียนนักเดินป่าขั้นกลางไปด้วย ทีมอาสาสมัครพี่เลี้ยงแต่ละคนจะทำหน้าที่เป็นครูฝึกสอนในวิชาความรู้ต่าง ๆ ให้กับนักเรียนเดินป่าผู้ร่วมทริป ตั้งแต่การเดินเกาะกลุ่ม สอนเรื่องแผนที่เข็มทิศ การปฐมพยาบาล การเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงการเดินข้ามลำน้ำเชี่ยว เหมือนเป็นการเลื่อนชั้นไปอีกขั้นจากความรู้พื้นฐานเพื่อการท่องเที่ยวธรรมชาติโดยเพิ่งพาตนเองได้อย่างปลอดภัย และมีความสุขมากขึ้น


ตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่าเส้นทางวันแรกดูเหมือนจะเป็นวันที่โหดที่สุด วันที่สองสบายสุด และวันที่สามที่คณะนักเดินป่าก่อนหน้านี้ใช้คำว่า “ขึ้นหน้าตั้ง ลงหน้าทิ่ม” ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้คือคำแนะนำให้เตรียมตัวหรือคำขู่กันแน่….

ชันเหมือนอย่างที่เขาว่า
เราเดินกันบนทางราบได้ไม่นานหลังจากนั้นร่างกายของพวกเราก็ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่ทำมุมองศาปกติอีกเลย ตัวโน้มเอียงไปด้านหน้า เสียงพูดคุยถูกแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจฟื้ดฟ้าด ถึงผมไม่ได้มีนาฬิกาสมาร์ทวอทช์แต่ก็รับรู้ถึงการเต้นของหัวใจที่เพิ่มเร็วขึ้น การเดินขึ้นทางชันต้องอาศัยการเดินอย่างช้า ๆ และก้าวสั้น ๆ ไปตามจังหวะที่สบายที่สุดของเราเอง ไม่จำเป็นต้องไล่หวดให้ทันคนข้างหน้า การเดินป่าแบบนี้มันไม่ใช่การแข่งขัน ไม่ต้องพิสูจน์ให้ใครเห็นว่าเราแข็งแกร่งอะไร แต่มันเป็นการเดินเพื่อการทำความเข้าใจร่างกายของตนเอง เหนื่อยก็พัก เป้หนักก็ปลดวาง เดินเร็วก็หยุดรอ หายเหนื่อยแล้วไปต่อก็แค่นั้น ตอนนี้ไข่ต้มสองฟอง ข้าวต้มสามถ้วยจากมื้อเช้าที่ผมซัดมาเต็มที่ได้ใช้อย่างคุ้มค่าแล้ว

อากาศหนาวของต้นปียังขยันทำหน้าที่ของมันได้ไม่บกพร่องทำให้การเดินเป็นไปอย่างสบาย ๆ ด้วยเส้นทางที่ชันทำให้เราพักกันค่อนข้างถี่ใช้เวลาเพียงเหงื่อฉาบผิวแห้งก็เดินต่อ ในการเดินป่าการบริหารจัดการเวลาก็เป็นเรื่องจำเป็นอย่างมากเป็นไปได้ควรถึงจุดพักแรมก่อนอาทิตย์ตกดินจะดีที่สุด วันนี้คณะโรงเรียนนักเดินป่าไม่มีบทเรียนอะไรสอน จะมีก็แค่เอาตัวให้รอดก็เพียงพอแล้วสำหรับวันนี้ เรามีแผนกันหลวม ๆ ตั้งเป้าไว้ว่าสามโมงถึงปลายทาง “ตอนนี้เที่ยงแล้ว เราเดินมาได้กี่กิโลแล้วครับ” ผมถามเพื่อนร่วมทางระหว่างพักกินมื้อกลางวัน “เพิ่งสองกิโลเศษครับพี่” ได้คำตอบว่าไอ้ที่เดินมาตั้งนานแต่ยังไม่ถึงครึ่งทางก็ยิ้มเจื่อนนิดหน่อย รู้แบบนี้ผมก็ไม่น่าถามเลย…
“งั้นเราขยับเป้าไปถึงสักสี่โมงก็แล้วกันเนอะ” ผมพูดลอย ๆ แล้วก้มหน้าก้มตาซัดข้าวเหนียวต่อ




วงจรสีเขียว
ในระดับความสูงที่เพิ่มขึ้นมักมาพร้อมวิวของทิวเขาสลับซับซ้อนตระการตาพ่วงมาด้วย บางจุดเราต้องเดินบนทางแคบเลาะหน้าผา สำหรับคนที่รังเกียจความสูงเส้นทางบริเวณนี้ค่อนข้างเร้าใจไม่น้อย มันทำให้เราเห็นทัศนียภาพได้ชัดเจนแบบไม่มีอะไรมาบดบัง ป่าผืนใหญ่ต้นไม้เขียวหนาไม่ค่อยพบเห็นไร่หรือพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่เท่าไหร่ ชาวเขาแบ่งพื้นที่ป่าไว้อย่างดีส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่อนุรักษ์ บางส่วนเป็นพื้นที่ให้ชาวบ้านดำรงชีพ ผมเลยนึกย้อนไปถึงสิ่งพ่อหลวงบอกไว้ก่อนที่เราจะเดินขึ้นมากันว่าแถวนี้ชาวบ้านเขาปลูกข้าวทำไร่ไว้กินเองเป็นหลักเหลือก็ขายบ้างนิดหน่อย ไม่มีไร่ข้าวโพด ไม่ได้ใช้เคมีทำไร่เลยทำให้ป่าแถวนี้มีสัตว์ชุกชุม เสียงนกระงมที่ผมได้ยินตลอดเส้นทางก็พอจะเป็นพยานถึงสิ่งที่พ่อหลวงพูดไว้ได้ดี
นี่คือวงจรที่คนธรรมดาอย่างเราจะจินตนาการออกได้ง่าย ๆ ไม่มีเคมีเลยมีแมลง พอมีแมลงเลยมีนก มีปลา และมีสัตว์ป่าอื่น ๆ ตามมา นกก็เป็นนักปลูกป่าด้วยนิสัยบินไปขี้ไปของพวกมันเช่นกัน เคยมีรุ่นพี่นักเดินป่าเล่าให้ฟังว่า “สัตว์ป่าทุกตัวมีหน้าที่ของตัวเอง” พวกมันไม่เข้าใจหรอกว่าการอนุรักษ์คืออะไร มันเพียงทำตามสัญชาตญาณของการดำรงชีพก็เท่านัั้น สัตว์หลายชนิดต่างท้อยทีท้อยอาศัยกันก็มีอยู่ให้เห็น อย่างนกที่คอยกำจัดแมลงเห็บหมัดบนหลังกระทิงที่เราอาจจะเคยเห็นผ่านตาจากช่างภาพสัตว์ป่าที่เคยถ่ายไว้ หรือแม้กระทั่งแมลงเล็ก ๆ ในขอนไม้แห้งก็กำลังทำหน้าที่ย่อยสลายซากพืชให้โลกใบนี้อยู่อย่างขันแข็ง แล้วพวกเราผู้เป็นมนุษย์ล่ะจะทำหน้าที่อะไรกันดี…หรือถ้าคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรแค่ไม่ทำลายก็เท่ากับรักษาแล้ว




บทเรียนที่เงียบงัน
เรามาถึงจุดพักแรมกันเกือบห้าโมงเย็นเลยจากเวลาประเมินไปหน่อย พวกเรามาทันดูพระอาทิตย์ตกดินตอนนี้เหมือนทุกคนลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้เหนื่อยกันมาขนาดไหน สีหน้าเปื้อนยิ้มมาแทนที่หน้าตาเหยเกเมื่อบ่ายที่ผ่านมา ความเข็ดขยาดทางชันเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วกลายเป็นเรื่องเล่าที่ตลกขบขัน แดดสีทองฉาบทั้งคน และธรรมชาติให้กลายเป็นโทนเดียวกัน ไม่มีใครปฏิเสธความงามตรงหน้าได้ลงคอ เสียงพูดคุยระงมค่อย ๆ ลดระดับเบาลงตามจังหวะอาทิตย์คล้อยลงลับเหลี่ยมเขา เราทั้งหลายต่างจดจ่อกับช่วงเวลาที่สัมผัสได้กับตาว่าโลกหมุนเร็วแค่ไหน

จริง ๆ การเดินป่าคล้ายกับการย่อส่วนชีวิตอยู่บ้างเหมือนกัน การที่จะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จมันไม่มีคำว่าง่าย เราคงต้องทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจพยายามไปให้ถึงเป้าหมาย ก้าวไปตามจังหวะของเราเอง หยุดพักได้แต่ถ้าไม่หยุดเดินเดี๋ยวก็ถึง เดินป่าก็คงคล้ายกัน เราเหนื่อยกับการเดินขึ้นทางชัน และจะได้รับของขัวญเป็นความงามที่ยอดเขา นี่อาจเป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้บทเรียบกับเราอย่างเงียบ ๆ

อุ่นได้อุ่น
ดวงอาทิตย์ลับไป แต่แสงสุดท้ายไม่ได้หล่นตามไปด้วยมันยังไม่มืดสนิทเสียทีเดียวตะวันยังทิ้งเยื่อใยเป็นแสงสลัวค้างฟ้าอยู่อีกสักพัก ไม่นานทุกอย่างก็ถูกเคลือบด้วยโทนสีของค่ำคืน “วันนี้ใครจะมานั่งดูดาวบ้าง” มิตรสหายท่านหนึ่งถาม ทุกคนดูสนใจกับกิจกรรมดาราศาสตร์ที่จะมีขึ้นที่ริมผานี้อีกครั้ง แต่คงหลังจากเรากินอาหารเย็น และกิจกรรมพูดคุยกันรอบกองไฟเสร็จสิ้น
เราเตรียมอาหารเย็นกันอย่างง่าย ๆ แล้วไปรวมตัวกันที่รอบกองไฟพูดคุยกันสักพัก ก่อนที่จะแยกย้าย หลายคนไม่ลุกไปไหนเพราะยังตัดใจจากกองไฟอุ่น ๆ นี้ไม่ได้ “ใครจะไปดูดาวบ้าง” ประโยคคำถามดังขึ้นอีกครั้ง แต่ความกระตือรือล้นไม่เหมือนช่วงเย็นอาจเพราะอาการเพลียของวันนี้ผสมกับฤทธิ์เดชของมื้อเย็น และอากาศหนาวทำให้การนั่งชมดาวริมหน้าผาเย็น ๆ เทียบไม่ได้กับการขดตัวอยู่ใต้ถุงนอนอุ่น ๆ ผมคือหนึ่งในคนที่บอกลากับหมู่ดาวแล้วขอเลือกอยู่ในเต็นท์แทน คืนนี้เอาไว้ก่อน ถ้าพรุ่งนี้ฟ้ายังเป็นคืนเดือนมืดก็ค่อยว่ากันใหม่…

วันนี้เราพักในป่าถึงไม่มีลมแรงปะทะ แต่หลังจากได้สัมผัสกับอากาศแถวนี้เมื่อช่วงเย็นก็พอเห็นอนาคตได้ทันทีว่าคืนนี้น่าจะเอาเรื่อง แต่ผมเตรียมตัวรับมือกับความหนาวมาอย่างดีเลยไม่มีอะไรต้องกังวล ช่องว่างด้านล่างของทาร์ปถูกดึงลงต่ำเรี่ยพื้นเพื่อป้องกันลม และอากาศเย็นจากภายนอก ในฤดูหนาวแบบนี้ต้องเตรียมอุปกรณ์ และเสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นมาให้พร้อม เลือกถุงนอนที่ป้องกันอุณหภูมิต่ำได้ และควรมีขนาดพอดีตัวไม่ต้องใหญ่เพราะเราไม่ต้องการให้ภายในมีช่องว่างเยอะเพื่อการกักเก็บอุณภูมิที่ดี เสื้อผ้าเป็นไปได้ก็ต้องเลือกแบบที่ให้ความอบอุ่น และถ้ามันมีน้ำหนักเบาด้วยจะดีมาก

ครั้งหนึ่งผมเคยประมาทกับความเย็นของดอยเมืองไทยมากไป จำได้ว่าคืนนั้นมันหนาวจัดจนผมต้องเอาถุงเท้าที่ใส่เดินป่ามาทั้งวันสวมที่มือ และใส่รองเท้านอนกันไปเลย ตื่นมามือนี่เหม็นบรรลัยเลยครับ
ส่วนแผ่นรองนอนจะใช้เป่าลม หรือจะใช้แบบแผ่นโฟมก็ตามความชอบให้มันมีอะไรกั้นระหว่างตัวเรากับพื้นเต็นท์เย็น ๆ ก็พอ การนอนหนาวในป่าคือความทรมานอย่างหนึ่ง เพราะคุณจะนอนรู้สึกตัวทั้งคืนทำให้ร่างกายอ่อนเพลียส่งผลกับการเดินทางระยะไกลในวันถัดไปทันที เพราะฉะนั้นอุ่นได้ก็อุ่นไว้ก่อนดีกว่า…
ดอยแห่งกุหลาบพันปี และแรงศรัทธา
ข้อดีที่ผมชอบมากของเส้นทางเดินป่าหละกาโจคือวันที่สองคุณจะเดินไม่ไกลใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงจุดพักแรม เลยทำให้เราได้ใช้เวลาช่วงเช้าอย่างไม่ต้องเร่งรีบ มีเวลาให้น้ำค้างหลังเต็นท์แห้งสนิท หากจะใช้คำว่า “อ้อยอิ่ง” ก็ไม่ผิดเลย เราสามารถตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้วกลับมานอนต่อได้อย่างสบาย เราพอมีเวลาจัดการธุระส่วนตัวได้อย่างปราณีตไม่ต้องรีบร้อนมากนัก มันไม่รีบจริง ๆ ถึงขนาดที่คณะนักเดินป่าก่อนหน้าเรากินข้าวเที่ยงกันแล้วค่อยออกเดินทาง



พวกเราเดินทางมาถึงจุดที่สูงสุดของดอยหละกาโจในระดับความสูงประมาณเกือบ 1,800 เมตร
ที่ยอดดอยหละกาโจเป็นที่ตั้งของ “เจดีย์หละกาโจ” ที่ถูกสร้างขึ้นจากแรงศรัทธาของชาวบ้านเมื่อประมาณยี่สิบกว่าปีที่แล้ว โดยชาวบ้านต่างร่วมแรงร่วมใจขนอิฐ ขนปูนขึ้นมาสร้างไว้ หากเราสังเกตดี ๆ เราจะเห็นเจดีย์ที่ยอดดอยอยู่หลายจุด เพราะด้วยความศรัทธาในพุทธศาสนาที่มองว่าเป็นสิ่งสำคัญ และควรอยู่บูชาไว้ในที่สูง สำหรับผมเจดีย์ไม่เป็นเพียงแค่สิ่งที่แสดงถึงความศรัทธาเท่านั้น แต่มันเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีของผู้คนด้วย


สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าชื่อของดอย “หละกาโจ” ภาษาปกาเกอะญอนั้นแปลว่าอะไร พี่บอยเฉลยให้เราฟังว่า คำว่า “หละกา” คือชื่อของพืชชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ทั่วดอยมีลักษณะคล้ายต้นกุ่ยช่ายที่เรากินกับผัดไทนั่นแหละ ชาวบ้านที่นี่มักจะนำไปประกอบอาหารกัน ส่วนคำว่า “โจ” นั่นหมายถึงยอดดอย เอามารวมกันเป็น “หละกาโจ” ที่หมายถึง ดอยของต้นหละกา นั่นเอง….จบ



ในระดับความสูงที่เลย 900 เมตรขึ้นไปในป่าดิบเขาที่มีอากาศเย็น และมีความชื้นสูงมันเอื้ออำนวยให้ดอยนี้มีต้นกุหลาบพันปีสีแดงสดขึ้นกระจายอยู่ตามทาง เราสามารถเห็นมันได้เรื่อย ๆ ถึงในช่วงเรามามันเริ่มโรยไปบ้าง แต่ก็ยังพอมีให้ได้ชมกันอยู่หลายต้น ด้วยดอกสีแดงสดสะดุดตาของมันสวยเกินกว่าจะไม่ใยดี เหมือนโดนมนต์สะกดให้ลืมทุกอย่างไปชั่วครู่ และควักกล้องขึ้นมาถ่ายพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย เราใช้เวลากับความงามจากฤดูกาลที่มอบให้กันชั่วครู่ ก่อนออกเดินเท้ากันต่อ
เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าบอกพวกเราว่าดอยนี้มีกุหลาบพันปีเยอะทีเดียว ยิ่งในช่วงปลายพฤศจิกายนจะเห็นมันสะพรั่งทั่วยอดดอย พูดมาแบบนี้เห็นทีปลายปีนี้ต้องมาใหม่เสียแล้ว…

เดินป่าไปเรียนไป
เราจะต้องรู้อะไรบ้างในการเดินป่า จุดเริ่มต้นนี้มาจากโรงเรียนนักเดินป่าที่ได้ทำการเปิดอบรมหลักสูตรนักนักป่าขั้นต้นถึงวิธีการ และกฏเกณฑ์ขั้นพื้นฐานเมื่อเราต้องออกมามาใช้ชีวิตทำกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งปัจจุบันนี้ได้รับการตอบรับอย่างดีทำให้มีโรงเรียนนักเดินป่าเกิดขึ้นในหลายเขตอุทยานแห่งชาติ ก็ต้องบอกว่าน่าชื่นชมทั้งคนเริ่ม คนทำ และหน่วยงานที่สนับสนุนที่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ ครั้งนี้ก็เช่นกัน
พวกเราใช้เส้นทางหละกาโจ ที่อยู่ในการดูแลของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย มาเป็นสถานที่ฝึกฝน และเรียนรู้หลักสูตรนักเดินป่าขั้นกลาง ที่มีเนื้อหาเข้มข้นขึ้นเพื่อให้การออกไปท่องเที่ยวธรรมชาติเป็นไปอย่างปลอดภัย ราบรื่น และมีความสุขมากขึ้น
สำหรับพวกเราวันที่สองมีบทเรียนจากคณะโรงเรียนนักเดินป่าจะต้องสอนกันเล็กน้อยกับวิชาแผนที่ และเข็มทิศ และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หลังจากทุกคนพร้อมสะบัดเป้ขึ้นหลังเราก็มุ่งหน้าเดินทางต่อ เราเดินกันมาถึงสันเขาโล่ง และมีที่ราบพอที่จะเห็นวิวในมุมกว้าง ทิวเขาซับซ้อนเบื้องหน้าทำหน้าที่เหมือนสื่อการสอนให้นักเรียนเดินป่าทุกคนเข้าใจเรื่องแผนที่ได้อย่างไม่ยาก

ในเมื่อเรามี GPS อยู่บนข้อมือทำไมเราถึงจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องพวกนี้ผ่านกระดาษแผ่นใหญ่ที่มีลายเส้นยุ่ยยั่บนี้ด้วย ถ้าไม่นับเรื่องที่ว่าหากแบตหมดสัญญาณไม่มีหลงป่าแล้วจะทำอย่างไร อีกสิ่งที่ผมสังเกตได้จากกิจกรรมเรียนแผนที่ และเข็มทิศนี้ก็คือการได้เห็นภูเขาของจริงเทียบกับแผนที่ มันคือความสนุกของการทำความเข้าใจเรื่องภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ที่เราไม่เคยไปการใช้แผนที่จะทำให้เราไม่หลงทาง และสามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างดี เราสามารถกำหนดจุดพักแรม มองเห็นแหล่งน้ำ และมีทิศทางการเดินได้อย่างถูกต้อง

แต่ในความสนุกก็มีข้อเสียอย่างหนึ่ง ก็คือพอติดใจกิจกรรมนี้ขึ้นมาอุปกรณ์ใหม่ก็จะงอกขึ้นตามทันที ผมเห็นหลายคนตั้งใจว่าจบทริปนี้เมื่อไหร่เราคงได้เจอกันเจ้าเข็มทิศ!
หลังจากที่เราใช้เวลากันพักใหญ่กับบทเรียนสนุก ๆ ก็มาถึงอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญของงานนี้ ก็คือการรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน บทเรียนนี้เราจะพบว่าบรรดาอุปกรณ์เดินป่าที่พกมาสามารถดัดแปลงเป็นอุกรณ์ปฐมพยาบาลได้อย่างน่าสนใจ เราถูกแนะนำให้ได้รู้จักอุปกรณ์จำเป็นที่ควรติดตัว การปฐมพยาบาลเบื้องต้น รวมถึงยาประเภทต่าง ๆ ที่ควรจัดมาให้ครบเวลาเราเดินป่า




สำหรับเรื่องความปลอดภัย ผมมองว่าจำเป็นอย่างมากโดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวพาคนไปเดินป่า จำเป็นต้องมีสตัฟฟ์ที่รู้เรื่องพวกนี้อย่างดี หลายทีมที่ผมเคยเห็นบางคนยังปล่อยลูกทัวร์หลงเดินงงในพงหญ้าอยู่เลย และไม่รู้ถึงการปฏิบัติตัวขั้นพื้นฐานที่ถูกต้องเมื่ออยู่ในป่าที่เป็นสถานที่สาธารณะ หากเรารู้เรื่องการปฐมพยาบาล และการเอาตัวรอดจากกรณีไม่คาดฝันนอกจากจะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เรายังสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้เช่นกัน สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยวเดินป่ามันคือมาตรฐาน ที่สามารถเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการได้ดีทีเดียว….หรือถ้า Explorers Club จะเปิดทัวร์เดินป่าบ้างจะมีคนไปด้วยมั้ยนะ? ถามลอย ๆ ครับ
หนังรักภาคสอง
วันนี้เราเดินกันถึงจุดพักแรมกันแบบเหงื่อยังไม่ทันชุ่มหลังดี จุดกางเต็นท์ของเราวันนี้อยู่ในหุบโล่ง หากเป็นฤดูช้างป่าแถวนี้ก็เป็นเหมือนบ้านของพวกมัน พี่บอยคนนำทางว่าแบบนั้น เราไม่ต้องนอนเอียง ๆ กันเหมือนเมื่อคืนแล้วแถวนี้เรียบ โล่ง กางเต็นท์ได้หลายหลังแบบไม่เบียดกัน ใ ผมจัดแจงหาที่กางเต็นท์ แล้วหันทางเข้ารับวิวภูเขาตระหง่านตรงหน้าแบบไม่สนทิศทางลมว่ามันจะพัดมาทางไหน “ช่างมันหันหาวิวสวยดีกว่า” ผมพึมกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่งหลังจากจับเต็นท์หมุนไปหมุนมาวันนี้ผมขอนอนมองวิวสวย ๆ แบบนี้จนหลับ แล้วตื่นมาเห็นมันอย่างมีความสุขดีกว่า



วิวหลักหลายล้านนี้มันคือกำแพงภูเขาทั้งยาวทั้งใหญ่ มันคือดอยม่อนจองทั้งลูกเราสามารถเห็นตั้งแต่เนินหมาหอบอยู่ลิบ ๆ ต่อเนื่องเป็นสันเขายาวมาจนถึงผาหัวสิงห์ที่อยู่ข้างหน้าพวกเราตอนนี้ มันใกล้พอเห็นคนบนดอยม่องจองตัวจิ๋วที่กำลังยืนชมวิวมาทางทิศที่พวกเราอยู่ หากคุณเคยไปดอยม่อนจองแล้วหลงรักในความงดงามของมัน ที่เส้นทางเดินป่าหละกะโจมันเหมือนหนังรักภาคต่อของม่อนจอง วิวตรงหน้าทำให้ผมตกหลุมรักธรรมชาติซ้ำอีกครั้ง มันอยู่ตรงข้ามกันพอดิบพอดี แต่เราอยู่ในหุบแถวตีนเขามันทำให้รู้สึกทันทีว่าพวกเราตัวเล็กนิดเดียว



แสงสีทองตอนห้าโมงเย็นทำมุมกระทบย้อมผาหัวสิงห์ดำทะมึนเป็นสีทองอร่าม จนพวกเราอดไม่ได้ที่ต้องละทิ้งกิจกรรมตรงหน้าหันมาเก็บภาพที่ระลึกกับช่วงของแสงทองที่อยู่ได้อีกไม่นานนี้ ประเดี๋ยวแถวนี้ก็มืดสนิทแทบมองอะไรไม่เห็นแล้ว วันนี้ผมพร้อมจะสบตากับดาวบนท้องฟ้า โหน่ง ชวนพวกเราดูดาวอย่างง่าย ๆ ถือไฟฉายชี้ไปตรงนั้นตรงนี้อย่างคล่องแคล่ว
“พี่ดูดาวดวงนั้นครับ นั่นคือกลุ่มดาวนายพรานไอ้ดาวสว่าง ๆ ดวงนั้นมันอาจจะเกิดการแตกดับไปแล้วแต่แสงมันยังเดินทางอยู่เราเลยยังเห็นมัน” ทุกครั้งที่เรามองท้องฟ้านั้นคือเรากำลังมองภาพของอดีตเราทุกคนเข้าใจเรื่องนี้ดี นี่คือความเชื่อมโยงทั้งวิทยศาสตร์และปรัชญาที่มันเข้ากันได้อย่างกลมกล่อม บรรยากาศดี อารมณืได้สงสัยเราต้องคุยกันยาว…



อากาศเริ่มหนาวแล้วแต่ไฟกองใหญ่ก็อุ่นพอที่ทำให้ทุกคนมาอยู่รวมกัน คืนนี้เราทุกคนผลัดกันพูดหลายเรื่องแบ่งบันประสบการณ์มากมาย “วันนี้โคตรเพอร์เฟค” ผมคิดในใจ ยังไม่ทันจะเดินลงดอยผมก็รู้สึกติดใจคิดว่าอยากมาซ้ำในเส้นทางนี้เสียแล้ว ดูท่าจะหลงใหลที่นี่จนหัวปักหัวปำ เห็นมั้ยนี่มันหนังรักชัด ๆ ผมบอกแล้ว…
ลงหน้าทิ่ม
สำหรับการเดินป่าวันสุดท้าย จะกลับมาเร้าใจกันอีกรอบด้วยทางดิ่งหน้าทิ่มยาวประมาณสามกิโล ไม้เท้าเดินป่าถูกยืดออกให้ยาวขึ้นเพื่อรับมือกับทางที่ลาดชันนี้ หากรองเท้าเดินป่ามีขนาดพอดีไม่มีพื้นที่เหลือเพื่อให้ปลายเท้าไม่ชนกับขอบรองเท้าด้านใน เดินถึงข้างล่างมีเล็บม่วงแน่นอน การเดินลงในทางลาดชันแบบนี้ต้องอาศัยความระมัดระวังอย่างสุด ทุกก้าวต้องมั่นคงไม่จำเป็นต้องรีบ บางจุดจำเป็นต้องนั่งแล้วไถตูดไปก็มี พูดง่าย ๆ ว่าเอาให้ชัวร์ไว้ดีกว่า








ในช่วงสุดท้ายของการเดินทางจะค่อนข้างเลียบ เดินเลาะลำห้วยเล็ก ๆ ไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางป่าร่มครึ้ม เส้นทางนี้เหมือนถูกออกแบบมาให้มีจังหวะจะโคนของการเดินที่พอดี ๆ เดินสนุก เร้าใจบ้าง สบายบ้าง แล้วมาเดินฟังเสียงน้ำไหลเป็นการผ่อนคลายตบท้ายเป็นของหวาน


เส้นทางเดินป่า หละกาโจ โดยชาวบ้านห้วยไม้หก ถึงแม้จะไกลมากจากกรุงเทพฯ สำหรับผมมันคือเส้นทางเดินป่าที่เดินสนุก มีจังหวะจะโคนหลากหลาย วิวสวย เส้นทางไม่ไกลมากนัก แต่ถ้าจะมาที่นี่ควรเตรียมตัวมาให้ดี และมีร่างกายที่พร้อม เส้นทางนี้ไม่มีลูกหาบ ไม่ได้อาบน้ำสองวัน และดูแลตัวเอง 100% ถ้าเป็นมือใหม่แต่ทำการบ้านมาดีก็ถือว่าไม่ยากเกินไป
ที่ผมบอกว่ามันสวยอย่างนั้นอย่างนี้ อย่าเชื่อผมเลยครับมาพิสูจน์ด้วยตัวเองดีกว่า….
สอบถามข้อมูล และติดตามข่าวสารของเส้นทางเดินป่า หละกาโล ได้ที่ บ้านห้วยไม้หกเลเจทะ
อ่านบทความที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนนักเดินป่าเพิ่มเติม
EXPLORER / AUTHOR / PHOTOGRAPHER : บาส บดินทร์ บำบัดนรภัย

