Type and press Enter.

ดันเนินเดินเดี่ยวที่ Mardi Himal

ความงดงามท่ามกลางความกลัว และความผิดพลาดที่ยากจะลืมในเส้นทางเดินป่าที่ Mardi Himal ประเทศเนปาล กับครั้งแรกของการ Solo Trekking

หากคุณหลงรักการ Trekking หรือการพิชิตยอดเขาสูง หนึ่งในหมุดหมายที่หลายคนใฝ่ฝันคงหนีไม่พ้น “เนปาล” ประเทศที่ภูมิประเทศเต็มไปด้วยเทือกเขาสูงตระการตา และยังเป็นที่ตั้งของยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกอย่างเอเวอเรสต์ (Mt. Everest)

แนวเขาหิมาลัยที่มองเห็นได้จากนอกหน้าต่างเครื่องบินเป็นสิ่งที่บอกเราว่าเข้าเขตประเทศเนปาลแล้ว
แนวเขาหิมาลัยที่มองเห็นได้จากนอกหน้าต่างเครื่องบินเป็นสิ่งที่บอกเราว่าเข้าเขตประเทศเนปาลแล้ว

การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของผมในการเยือนเนปาล ต้องขอบคุณ “พี่พลอย” จาก Urban Creature ที่ชวนมาร่วมทริป แม้ในตอนแรกพี่พลอยจะติดงานทำให้ผมต้องออกเดินทางคนเดียวในเส้นทางสู่ Mardi Himal แต่พี่พลอยก็กลับมาร่วมทริปกับผมต่อในเส้นทาง Annapurna Base Camp (ABC) ซึ่งผมจะขอแยกไปเล่าถึงประสบการณ์ในครั้งหน้าครับ

เมืองกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของประเทศเนปาล
ทำความรู้จัก Mardi Himal เส้นทาง “Baby Trek”

เส้นทาง Mardi Himal ถือเป็นเส้นทางน้องใหม่ของเนปาล เพราะเพิ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสธรรมชาติเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่ผ่านมานี่เอง เส้นทางนี้ถูกขนานนามว่าเป็น “Baby Trek” เนื่องจากมีระยะทางเดินรวมตลอดเส้นทางเพียง 40 กว่ากิโลเมตร ซึ่งในเนปาลจัดว่าเป็นระยะทางที่สั้นมากสำหรับการ Trekking และสามารถเดินเองได้โดยไม่ต้องมีไกด์นำทาง

กลางภาพคือยอดของ Mardi Himal

โดยทั่วไปจะใช้เวลาเดินประมาณ 4-5 วัน แต่เนื่องจากผมต้องกลับมาเริ่มเดินเส้นทาง ABC พร้อมกับพี่พลอย จึงเลือกกระชับเวลาเหลือเพียง “3 วัน” เพื่อให้มีวันเหลือสำหรับพักผ่อนก่อนเริ่มเดินต่อ

ก่อนเดินทาง ผมได้เตรียมยื่นขอวีซ่าเข้าประเทศเนปาลล่วงหน้า ซึ่งปัจจุบันคนไทยสามารถยื่นขอผ่านสถานกงสุลในประเทศไทยผ่านทางอีเมลได้สะดวกมาก จากนั้นจึงจองตั๋วบินสู่เมืองกาฐมาณฑุ (Kathmandu) แต่เนื่องจากจุดเริ่มต้นของเส้นทาง Trekking อยู่ที่เมืองโพครา (Pokhara) ผมจึงต้องต่อเครื่องบินภายในประเทศอีกรอบ

เมื่อถึงเมืองโพครา “Anup” แฟนชาวเนปาลของพี่พลอยที่ทำงานอยู่ที่นี่มารอรับ Anup ดูแลผมเป็นอย่างดี พาไปส่งที่โรงแรม Pokhara Backpackers Hostel ซึ่งราคาไม่แพงและอยู่ใกล้กับทะเลสาบเฟวา (Phewa Lake) แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม

ทะเลสาบเฟวา สถานที่ท่องเที่ยวของเมืองโพครา
และเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเนปาล

เย็นวันนั้น Anup พาผมไปลองชิม Dal Bhat อาหารมื้อแรกในเนปาลและครั้งแรกในชีวิตของผม Dal Bhat คืออาหารหลักของชาวเนปาล สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจนอกจากรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว คืออาหารชนิดนี้ “เติมได้ไม่อั้น” และชาวเนปาลก็กินจุสุดๆ ทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมสิ่งนี้ถึงเป็นพลังงานหลักของพวกเขา

นอกจากนี้ Anup ยังช่วยผมแลกเงินรูปีเนปาล (เพราะรอบนี้ผมพกเงินบาทมาล้วนๆ และที่นี่ใช้เงินสดเป็นหลัก) รวมถึงช่วยจัดการเรื่องเอกสารอนุญาตเดินเขา (Permit) ในตอนเช้าจนเสร็จสรรพเรียบร้อย ก่อนไปยังจุดเริ่มเดินผมได้ฝากสัมภาระส่วนตัวบางส่วนไว้ที่ห้องเก็บของของโรงแรม Anup ได้ช่วยจัดแจงเรียกรถไปส่งผมยังจุดเริ่มเดิน โดย Anup คาดว่าผมน่าจะใช้เวลาประมาณ 4 วัน จากนั้นเขาจะมาเดินร่วมเส้นทางกับผมสู่ ABC

ดาลบัต อาหารประจำชาติ และอาหารหลักของเนปาล
เนื่องจากให้พลังงานสูง และมีสารอาหารครบถ้วน
วันที่ 1: ดอกกุหลาบพันปี ฝูงลิง และคืนที่มืดมิด

ประมาณ 9 โมงครึ่ง รถมาส่งผมที่จุดเริ่มเดิน คนขับแนะนำว่าคืนนี้ผมควรเดินไปพักที่ Forest Camp ก่อนจะร่ำลากัน และแล้วช่วงเวลา Solo Trekking ของผมก็เริ่มต้นขึ้น ทางช่วงแรกมีทั้งบันไดหินและทางดินลาดชันขึ้นไปเรื่อยๆ ตลอดเส้นทางช่วงเช้าวันแรก เมื่อหันหลังกลับไปมองจะเห็นทิวทัศน์ของหมู่บ้านและทุ่งนาขั้นบันไดอันสวยงาม เนื่องจากผมเดินทางช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเวลาที่ Rhododendron (ดอกกุหลาบพันปี) กำลังบานสะพรั่ง ตลอดทางจึงเต็มไปด้วยสีสันสดใส ผมเดินดื่มด่ำธรรมชาติไปเรื่อยๆ จนถึง Australian Camp ในเวลา มื้อเที่ยงพอดี

สภาพเส้นทางเดินส่วนใหญ่เป็นบันไดหิน และมีดอกกุหลาบพันปีตลอดเส้นทาง

ณ แคมป์นี้ เราจะเริ่มเห็นวิวอันสวยงามของยอด Machapuchare หรือที่คนไทยมักเรียกว่า “ยอดหางปลา” ซึ่งแค่เห็นรูปร่างก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมถึงได้ชื่อนี้ มื้อเที่ยงนี้ผมแวะทาน Mo:Mo อาหารท้องถิ่นที่หน้าตาคล้ายเกี๊ยวแต่รสชาติต่างกันโดยสิ้นเชิง หลังจากพักผ่อนได้สักพักมีชาวต่างชาติต่างเข้ามาชวนคุยเล่นเกมกัน แต่เพราะความกังวลว่าฟ้าจะมืดก่อนถึงจุดหมาย ผมจึงขอตัวเดินทางต่อ

ยอดเขามัจฉาปูชเร เริ่มมองเห็นได้ชัดขึ้นเมื่อมาถึงที่ Australian Camp

ช่วงบ่ายอากาศเริ่มเย็นลง หลังเดินผ่าน Pothana ผมได้พบกับจุดตรวจนักท่องเที่ยว และยื่นเอกสาร Permit ให้กับเจ้าหน้าที่ ระหว่างทางไป Deurali มีเหตุให้ตื่นเต้นเล็กน้อยเมื่อเจอฝูงลิงกระโดดตามบนต้นไม้ แต่ไม่นานพวกมันก็เงียบหายไป ทางเดินเริ่มมีทางแยกหลายจุด บางจุดไม่มีป้ายบอก แต่โชคดีที่ลองถามไกด์กลุ่มอื่น พวกเขาบอกว่าทางจะไปบรรจบกัน แค่ความยากง่ายต่างกัน

ลิงเจ้าถิ่นที่กระโจนอยู่บนต้นไม้

เวลาล่วงเลยจนเย็น ผมมาถึง Lovely Hill ร่างกายเริ่มล้าจากการแบกเป้ทั้งวัน ตอนแรกผมตั้งใจจะไปนอนที่ Mushalbari แต่นั่นคือความคิดที่ผิด ระหว่างทางผมเจอชายชาวเนปาลนั่งขายของอยู่ เขาเตือนว่า “ไม่ควรเดินต่อในเวลากลางคืน เพราะอันตรายและอาจมีสัตว์นักล่าอย่างเสือออกหากิน”

แสงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไป ความมืดมิดก็เริ่มมาเยือน

ผมจึงเปลี่ยนแผนพักที่แคมป์ถัดไป ทันทีที่อาทิตย์ตกดิน อากาศก็หนาวเหน็บขึ้นมาทันที ความมืดทำให้ทางเดินไม่ชัดเจน ผมต้องเปิดไฟฉายลุยเดี่ยวอยู่นาน จนกระทั่งเห็นแสงไฟของ Hotel Dod Kharka โชคดีที่ยังมีอาหารค่ำให้ทาน ผมรีบกิน อาบน้ำ และเข้านอนใต้ผ้าห่มหนาๆ เพื่อเก็บแรง

หมายเหตุ: ที่พักตามเส้นทางนี้เรียกว่า Teahouse มีอาหาร เครื่องดื่ม ที่พัก และ WiFi ให้บริการ (ถ้ามากับไกด์ บางครั้งไกด์จะดีล WiFi ให้ฟรี) ห้องพักส่วนใหญ่เป็นเตียงรวม 3 คน ถ้ามาหลายคนจะช่วยหารค่าใช้จ่ายได้เยอะครับ

แสงอาทิตย์สาดส่องให้เห็นความสวยงามในเช้าวันใหม่
วันที่ 2: ฝ่าลูกเห็บ ลุยความหนาว สู่ High Camp

เช้าวันที่สอง หลังจากเก็บภาพวิวสวยๆ หน้ารีสอร์ตและจ่ายเงินเรียบร้อย ผมมุ่งหน้าสู่ Forest Camp ต่อ ช่วงแรกแดดแรงจนอากาศร้อน แต่พอเที่ยงฝนเริ่มโปรยปราย ผมมาถึง Rest Camp พอดีจึงแวะพักเติมพลัง ก่อนจะเดินต่อไปยัง Low Camp เพื่อทานมื้อเที่ยง แม้ร้านจะเงียบเหงา แต่บทสนทนาจากเจ้าของร้านก็ช่วยให้ลืมความหนาวไปได้พักใหญ่

สัตว์ที่อาจพบเจอตามทาง

หลังจากบอกลาเจ้าของร้าน Low Camp Guest House & Restaurant ผมเร่งฝีเท้าไปที่ Badal Danda แต่เดินไปได้ไม่นาน ฝนก็เปลี่ยนเป็น ลูกเห็บเม็ดเล็กๆ ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ตามทางเริ่มเห็นชาวเนปาลพาม้ารับส่งนักท่องเที่ยว ผมเดินดันเนินขึ้นมาจนถึงจุดชมวิว Badal Danda ด้วยความเหนื่อยล้า

Badal Danda

แม้เจ้าของ Teahouse ระหว่างทางจะเตือนให้ผมพักเพราะใกล้ค่ำ แต่ด้วยความดื้อดึงที่จะไปให้ถึง High Camp ผมจึงปฏิเสธและเดินต่อ ทันทีที่แสงอาทิตย์หมดลง ความหนาวเย็นเฉียบพลันก็เข้าจู่โจม ทางเดินกลายเป็นน้ำแข็งและหิมะเริ่มตก ผมที่ไม่ชินกับสภาพอากาศเริ่มทรมาน และในที่สุด… ผมหลงทาง

High Camp กับเส้นทางอีกไม่ไกล…

ในความมืด ผมลื่นไถลลงจากเนินน้ำแข็ง แต่ปาฏิหาริย์คือจุดที่ลื่นลงมาทำให้ผมกลับมาเจอ “ธงมนตรา 5 สี” ที่สะบัดอยู่บนยอดไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเส้นทางหลัก! ผมรีบพยุงตัวเองเดินฝ่าลมแรงบนสันเขาจนมือเริ่มชา จนกระทั่งเวลาเกือบสองทุ่ม แสงไฟของ Teahouse แรกที่ High Camp ก็ปรากฏขึ้น

แสงสุดท้ายของวัน

ทว่า ความโชคร้ายยังไม่หมด ที่พักแรกแจ้งว่า “รับเฉพาะนักท่องเที่ยวที่มากับไกด์เท่านั้น” ผมต้องเดินก้มหน้าลุยความหนาวต่อไปยังที่พักถัดไป เจ้าของเสนอราคาเหมา (ห้อง อาหาร เช้า-เย็น WiFi) แม้ตอนแรกราคาจะสูงไปนิด แต่หลังจากต่อรองจนได้ราคาที่รับได้ ผมก็รีบจัดแจงตัวเอง คืนนั้นน้ำมีไม่เพียงพอสำหรับอาบ ผมจึงทำได้แค่เช็ดตัวและรีบเข้านอน เพราะต้องตื่นตอนตี 3 เพื่อขึ้นไปชมไฮไลต์ของทริปนี้

วันที่ 3: แสงแรกที่ยิ่งใหญ่ และบทเรียนส่งท้าย

ตี 3 ตรง… ผมตื่นมาท่ามกลางความมืด เดินตามแสงไฟฉายของนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เนื่องจากทางเดินแคบและคนเยอะ ทุกคนต้องต่อแถวเดินขึ้นเพื่อความปลอดภัย โชคดีที่มีทีมไกด์ท้องถิ่นใจดีชวนผมพูดคุยและให้เดินร่วมทางไปด้วย แม้ความเหนื่อยล้าจะทำให้ผมเดินช้าลงจนรั้งท้าย แต่ในที่สุด แสงอาทิตย์ยามเช้าก็เริ่มสาดส่องลงมากระทบยอดเขาเป็นสีทองอร่ามและแล้วผมก็ทำได้…

ไออุ่นในยามเช้าพร้อมภาพที่งดงาม

ณ จุดชมวิว Mardi Himal ผมได้เห็นทัศนียภาพอันยิ่งใหญ่ของยอดเขา Annapurna, Mardi Himal และยอด Machapuchare ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ภาพความงดงามนี้คงจะตราตรึงอยู่ในใจของผมไปอีกนานแสนนาน ผมใช้เวลาดื่มด่ำและถ่ายรูปอยู่บนนั้นกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนจะตัดสินใจเดินกลับลงมาทานมื้อเช้าที่ High Camp เพราะไม่ได้พกเสบียงขึ้นไปเยอะ

เก็บภาพก่อนจาก

หลังจากเช็กเอาต์ ผมตั้งใจจะเดินลงไปพักที่เมือง Landruk เพื่อรอสมทบกับพี่พลอยและ Anup แต่เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง… ยิ่งเดินลงเท่าไหร่ ทางก็ยิ่งแปลกตาและใช้เวลานานผิดปกติ เมื่อเจอชาวบ้านระหว่างทางและเอ่ยปากถาม ผมถึงได้รู้ความจริงว่า “ผมเดินลงมาผิดทาง!” ทางนี้กำลังพาผมดิ่งลงไปยังหมู่บ้าน Siddhing ซึ่งถ้าจะเดินย้อนกลับไปคงไม่ทันการณ์

ผมรีบติดต่อพี่พลอยและ Anup เพื่อเปลี่ยนแผนด่วน เมื่อเดินลงมาถึงหมู่บ้านด้านล่างในเวลาเย็น รถ Jeep สาธารณะเข้าเมืองหมดแล้ว โชคดีที่ผมเดินไปเจอที่พักสวยสะดุดตาแห่งหนึ่ง และได้พบกับ กลุ่มชาวจีน ที่นั่งม้าสวนกันเมื่อตอนเที่ยง พวกเขากำลังจะเหมารถ Jeep เข้าเมืองโพคราในเช้าวันรุ่งขึ้นพอดี และยังมีที่ว่างเหลืออยู่! คืนนั้นผมจึงรอดตายและได้เพื่อนร่วมทางกลับเมือง

เช้าวันถัดมา ยอดเขาไกลๆ เสมือนกำลังส่งยิ้มบอกลาผมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่รถ Jeep จะพาผมกลับสู่เมืองโพคราเพื่อพบกับพี่พลอยและ Anup

รถ Jeep มารอรับตั้งแต่เช้าตรู่
มวลเมฆเปิดออกให้เห็นยอดเขาเพื่อบอกลา

นี่คือการเดินทางคนเดียวที่ผมจะไม่มีวันลืม ทั้งความน่ากลัว ความผิดพลาด และความงดงามของธรรมชาติที่ได้รับ… แต่เรื่องราวในเนปาลของผมยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ ครั้งหน้าผมจะมาเล่าถึงการเดินทางสู่ Annapurna Base Camp (ABC) ซึ่งเป็นการเดินทางที่ไม่ต้องเหงาคนเดียวอีกต่อไป จะมีเรื่องราวอะไรสนุกๆ รออยู่ ฝากติดตามด้วยนะครับ

EXPLORER / PHOTOGRAPHER / AUTHOR : นุ๊ก – ณัฐพล ขำอิง